chanchai's profiletheballPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    November 16

    สถาปัตยกรรมในหนังของ David Fincher

        สถาปัตยกรรมในหนังของ David Fincher                                               

         ผู้กำกับชื่อดัง David Fincher กับผลงานหนังที่เป็นที่รู้จักมากมายในวงกว้าง ซึ่งถ้าจะมองในแง่รายละเอียด จะพบได้ว่าหนังของเขานั้นมักจะแทรกความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร กับ SPACE และสถาปัตยกรรม ให้มีความสัมพันธ์ เกี่ยวโยง และสะท้อนสภาวะของตัวละครในขณะนั้นอยู่เสมอ
         David Fincher เกิดเมื่อปี คศ 1962 ที่เมือง เดนเวอร์ โคโลราโด แต่ไปเติบโตที่เมือง LA เมื่ออายุ 18 ด้วยพรสวรรค์ในการเขียนรูปด้านศิลปะ และการชอบดูหนัง เขาจึงเข้าสมัครเป็นพนักงานที่ ILM (Industrial Light and Magic) ที่ทำงาน Special Effect ให้กับหนังดังๆ มากมาย และด้วยความสามารถที่เปี่ยมล้น เมื่ออายุได้ 25 ก็ได้ก่อตั้งบริษัทโฆษณาร่วมกับเพื่อนๆ ร่วมทำมิวสิควิดีโอให้กับศิลปินอย่าง มาดอนน่า, แอโรสมิธ, จอร์จ ไมเคิล ฯลฯ และเป็นที่มาให้เขาได้เข้าสู่การเป็นผู้กำกับหนังเรื่องแรก คือ Alien 3 ในปี 1992
     
    •      นับตั้งแต่หนังเรื่องแรก David Fincher ก็แสดงความเป็นอัจฉริยะในการสร้างสถานการณ์ของตัวละคร และการใช้ฉาก และที่ว่างในการสื่อความหมายของหนังได้อย่างชาญฉลาด ใน Alein 3 นี้เขาใช้ฉากของดาวเล็กๆที่เต็มไปด้วยนักโทษชายและความเชื่อทางศาสนา เขาใช้ฉากและสถาปัตยกรรมสื่อถึงความหมายในเชิงลึกได้อย่างน่าสนใจ เช่นในฉากที่เอเลี่ยนบุกเข้ามาทำร้ายเหล่านักโทษชายในโรงอาหาร ขณะที่พวกเขากำลังสวาปามอาหารและนินทาว่าร้ายกันเอง ก็สื่อนัยความคิดทางศาสนาในเรื่องบาปและตันหา หรือในฉากอุโมงค์ เขาก็แสดงให้เห็นว่า เหล่านักโทษนี้เหมือน หนู ที่กำลังจะติดกับดักของตัวเอง เหล่านี้เป็นการเริ่มต้นงานหนังเรื่องแรกได้อย่างน่าจับตามอง

     

    •      David Fincher มาถึงจุดสูงสุดครั้งแรก ในหนังเรื่องที่สองของเขา Se7en ในปี 1995 ในเรื่องนี้เองที่เขาฉายแววของการเป็นนักเล่าเรื่องที่ชวนเขย่าขวัญ โดยใช้สถาปัตยกรรมเป็นตัวบีบบังคับอารมณ์ของคนดู และสื่อนัยถึงสภาวะของตัวละครนั้นๆ รวมถึงความชาญฉลาดในการใช้บรรยากาศ รวมทั้งการใช้แสงและเสียงประกอบ เหมือนกับการสร้างสถาปัตยกรรมและที่ว่าง ให้คนดูได้รู้สึกถึง SPACE นั้นได้อย่างเต็มที่ ในเรื่อง Se7en นี้ David Fincher ได้กำหนดฉากให้กับตัวละครแตกต่างกันออกไป เช่น บ้านของตำรวจ David Mills (Brad Pitt) ก็จะมีเสียงอึกทึกครึกโครมอยู่ตลอดเวลา รวมถึงนิสัยของ Mills ที่เป็นคนมีอารมณ์รุนแรง มีความโกรธเกรี้ยว ซึ่งเป็นบาปข้อนึงในเจ็ดข้อ (ซึ่งเป็นเหตุเป็นผล เป็นการปูพื้นฐานทางอารมณ์ให้ตัวละครตัดสินใจฆ่าฆาตกรในตอนท้าย) หรือในฉากบ้านของฆาตกร ที่เต็มไปด้วยหนังสือ สมุดบันทึกและภาพถ่าย เขาก็สามารถทำออกมาได้อย่างแนบเนียนและเชื่อได้ว่าเป็นบ้านของคนผิดปกติ อย่างแท้จริง 
           การใช้แสงและเสียงประกอบใน Se7en นั้น ก็ทำให้สถาปัตยกรรมในฉาก แสดงบรรยากาศออกมาได้อย่างสมบูรณ์ Fincher เลือกใช้แสงในบรรยากาศของหนังแบบอย่าง German Expressionism และ Film Noir มาใช้ ได้อย่างปราณีต และโดยเฉพาะเสียงประกอบที่ใช้ในการสร้างอารมณ์ของฉากและสื่ออารมณ์ของตัวละครไปได้พร้อมๆกัน อย่างเช่น การใช้เสียงพูดและเสียงประกอบของนายตำรวจ William Somerset (Morgan Freeman) ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์และใจเย็น เขาจะเป็นผู้ที่ใช้เสียงในระดับต่ำและราบเรียบ (ซึ่งรวมถึงเสียงในอากัปกิริยาต่างๆ แม้กระทั่งเสียงขูดเบาๆบนผนังประตูห้องทำงานของเขาในตอนต้นเรื่อง ก็ทำให้เขารำคาญได้) แตกต่างกับ David Mills ที่มักจะทำเสียงดัง สร้างความรำคาญและตกใจให้กับคนดูอยู่เสมอ เหล่านี้เป็นการชี้อารมณ์และสภาวะของตัวละครได้เป็นอย่างดี
     
    •      หนังเรื่องต่อมาของ Fincher คือ The Game ในปี 1997 ซึ่งเป็นหนังที่มีจุดเด่นในการพลิกเรื่องในตอนท้าย แต่ก็ยังแฝงด้วยบรรยากาศและฉากที่อึมครึม ซ่อนเงื่อน ในแบบฉบับที่ผู้กำกับถนัด ในเรื่องนี้สิ่งที่น่าสนใจคือการเปลี่ยน SPACE ให้กับตัวละครได้อย่างชาญฉลาด ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ในตอนท้ายเรื่องที่ Nicholas Van Orton (Michael Douglas) เสียใจที่ยิงน้องชายของเขาเอง จึงกระโดดลงมาจากตึกระฟ้า จากที่ที่เขาเคยเกี่ยวพันอยู่ (สื่อนัยถึงธุรกิจและการเงินที่เขาวนเวียนอยู่ด้วยทั้งชีวิต จนไม่มีเวลาให้สิ่งอื่นๆ) ลงมาสู่เบื้องล่าง ที่เป็นงานเลี้ยง เต็มไปด้วยเพื่อนสนิทของเขา และเหล่านักแสดงที่พาเขาผจญภัยมาตลอดทั้งเรื่อง (สื่อนัยถึงความต่ำต้อย แต่มีความสนุกสนาน และเต็มไปด้วยสีสันของชีวิต) เหล่านี้เป็นการสื่อความหมายโดยใช้ SPACE, SCALE และ สถาปัตยกรรมได้อย่างสมบูรณ์
    •      และแล้วในปี 1999 หนังที่อื้อฉาวที่สุดของ David FIncher ก็ถูกสร้างออกมา Fight Club เป็นการสื่อนัยถึงสถาปัตยกรรมโดยตรงที่สุด การวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นมนุษย์ การเอารัดเอาเปรียบ การแก่งแย่ง และการอยู่ร่วมกันอย่างมีอุดมการณ์ในสังคมทุนนิยม ถูกถ่ายถอดออกมาอย่างดิบเถื่อนและรุนแรง Fincherได้ใช้สถานที่ที่ไม่มีอยู่จริงในทางกายภาพ (นั่นคือ สังคม) มาเป็นตัวถ่ายทอดถึงการอยู่ร่วมกันแบบเหนือจริง สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจมากมายในภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนและประชดประชันต่อการดำรงชีวิตในสังคมทุนนิยม อย่างคอนโดมิเนี่ยมหรูหราของ ตัวดำเนินเรื่อง (Edward Norton) ที่ตกแต่งเต็มไปด้วยสิ่งของตามโบรชัวร์สินค้า สะท้อนภาพของคนที่ติดอยู่ในระบบทุนนิยมได้อย่างตรงไปตรงมา หรือบ้านใหม่ของ Tyler Durden (Brad Pitt) ซึ่งก็คือสิ่งที่อยู่ลึกๆภายในจิตใจของเขา ที่ต้องการอิสระภาพในการดำเนินชีวิตที่ต่างออกไป และต้องการที่จะเผยแพร่แก่คนอื่นๆที่มีปัญหาร่วมกันกับเขาด้วย Fincher สะท้อน สร้างสรรค์ และทำลายสถาปัตยกรรมของเขาในหนังได้อย่างน่าตื่นเต้น ผู้ชมจะถูกดึงให้เข้าไปอยู่ในรายละเอียดต่างๆที่หลากหลาย ทั้งรายละเอียดที่มีขนาดเล็กๆอย่างเช่นเส้นประสาท สวิตซ์ไฟฟ้า หรือถูกขยายออกจนกว้างในสัดส่วนของเมืองหรือตึกระฟ้า เขาจงใจที่จะทำลายทุกอณูของที่ว่างเหล่านั้น เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความอึดอัดและอารมณ์ที่รุนแรงของคนในสังคมปัจจุบัน Fight Club เป็นงานที่อาจเรียกว่า เป็นได้ทั้ง ขยะ และ งานชิ้นมาสเตอร์ ในเวลาเดียวกัน
    •      ในปีที่ผ่านมา David Fincher ได้ตอกย้ำถึงความเป็นนักทำหนังที่อิงกับสถาปัตยกรรมและที่ว่าง นั่นคือหนังเรื่อง Panic Room ที่ฉากเปิดเรื่องนั้นเขาสะท้อนแนวความคิดนี้ให้เห็นอย่างเด่นชัด ด้วยการถ่ายภาพบรรดาตึกในนิวยอร์คให้เห็นในมุมต่างๆ อย่างชัดเจน ในเรื่อง Panic Room นี้ การใช้สถาปัตยกรรมนั้นเรียกได้ว่าเป็น พระเอก (เรื่องนี้ไม่มีพระเอก แต่ใช้สถาปัตยกรรมเป็นตัวช่วย นางเอกและลูกสาว แทน) ของเรื่อง บทบาทที่สำคัญล้วนอยู่ภายในห้องนิรภัยนี้ จนต้องถูกนำมาตั้งเป็นชื่อเรื่องเลยทีเดียว
         ผลงานที่ผ่านมาเหล่านี้ เมื่อเรานำมาพิจารณาในแง่ของศิลปะเชิงสร้างสรรค์ เราก็จะพบว่า David Fincher คือผู้กำกับภาพยนตร์ที่ให้ความสำคัญกับฉาก บรรยากาศ ซึ่งก็คือ การใช้ สถาปัตยกรรมในหนัง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการตรึงคนดูให้เข้าไปอยู่ร่วมในเหตุการณ์ โดยการตีแผ่บรรยากาศให้ผู้ชมได้ซึมซับอย่างมากที่สุด เป็นความพิเศษและพรสวรรค์ส่วนตัวของผู้กำกับคนนี้ และแน่นอนว่า เมื่อหนังเรื่องใหม่ของเขาเสร็จสิ้นลง เราก็ไม่ควรที่จะลืมพิจารณาสิ่งสำคัญที่สุด นั่นก็คือ องค์ประกอบศิลป์ทางสถาปัตยกรรม ที่ประกอบกันได้อย่างน่าสนใจในหนังของ David Fincher
    June 19

    The Metrix Revolution สุดท้ายแล้ว

    The Matrix Reloaded
    ขออีกหน่อยเหอะ เพราะชอบมาก
     
    ชุดของนีโอ
    นอกจากเสื้อคลุมสีดำของนีโอจะใกล้เคียงกับชุดของเซ็นแล้ว ใบหน้าของเขายังสงบนิ่งและสำรวมแบบพระแทบจะตลอดเวลาด้วย สองเรื่องนี้เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจไม่น้อย
     
    ชาวไซออนเปรียบได้กับชาวพุทธ
    พลเมืองชาวไซออน (ซึ่งเปรียบได้กับชาวพุทธ) ยังเพียงอยู่บนเส้นทางสู่อิสรภาพที่สมบูรณ์ (การรู้แจ้ง) เท่านั้น ยังไม่ได้บรรลุเป้าหมายที่แท้จริง เพราะอิสรภาพที่สมบูรณ์ (นิพพานในพระพุทธศาสนา) หมายถึง ความสงบระงับ ไม่มีความทะยานอยากอีกต่อไป ชาวไซออนส่วนใหญ่รู้ความจริงของแมทริกซ์ (ความจริงแห่งสังสารวัฏฏ์) ระดับหนึ่ง ซึ่งอาจเทียบได้กับพระโสดาบันเท่านั้น ยังไม่ได้บรรลุพระอรหันต์ จึงไม่สามารถบรรลุเสรีภาพที่แท้จริง (สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิด) ส่วนชาวไซออนที่มุ่งมั่นช่วยเหลือผู้อื่นให้ตื่นตัวและหลุดพ้น อาจเปรียบได้กับพระโพธิสัตว์ในคติพระพุทธศาสนา
     
    ไซออนล่มสลาย
    เปรียบได้กับพระธรรมอันตรธานสิ้น การทำลายล้างไซออนจนหมดสิ้น อาจเปรียบได้กับการสิ้นยุคพระพุทธศาสนา เพราะนั่นย่อมหมายความว่าไม่เหลือผู้รู้ความจริงเกี่ยวกับแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) แม้แต่คนเดียว
     
    นีโออาจเปรียบเสมือนพระพุทธเจ้า
    ในบางกรณีอาจถือได้ว่านีโอมีลักษณะคล้ายพระพุทธเจ้า คือเป็นผู้ "หลุดพ้น" จากแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) โดยสิ้นเชิง และสามารถกลับเข้าไปได้โดยไม่ถูกครอบงำ ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ผู้อื่น (สรรพสัตว์) ได้หลุดพ้นตาม แต่นีโอกลับ "รู้แจ้ง" น้อยกว่าที่เราคิด จึงอาจเทียบได้กับพระโพธิสัตว์ที่เปี่ยมด้วยแรงจูงใจ (ความกรุณา) แต่ขาดความรู้ (ปัญญา) ที่จะช่วยเหลือโลก นีโอสามารถปลุกเร้าให้ชาวไซออนตื่นตัวเท่านั้น ไม่อาจดึงใครออกจากแมทริกซ์ได้ หากคนคนนั้นไม่ตั้งใจและเพียรพยายามด้วยตัวเอง (ทำนองเดียวกัน พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ชี้ทางเดินเท่านั้น เราจะเดินหรือไม่เดินเป็นหน้าที่ของเรา) จิตใจที่จะสามารถหลุดพ้นได้ จึงต้องมีความปรารถนาและเพียรพยายามเป็นทุนเดิม
     
    ที่ปรึกษา (counsellor)
    พูดถึงความว่างเปล่าของเครื่องจักร ที่ปรึกษาระบุว่า เครื่องจักรช่วยชาวไซออนทำงานมากมาย เช่นทำให้เกิดแสงสว่าง ความร้อน และอากาศ แต่ก็มีเครื่องจักรบางอย่างมีเป้าหมายทำลายพวกเขาด้วย ดังนั้น ลำพังเครื่องจักรเองจึงเสมือนเป็นสิ่งว่างเปล่า จะบอกว่าดีหรือไม่ดีไม่ได้ การตั้งโปรแกรมหรือเจตนาที่อยู่เบื้องหลังการสร้างและควบคุมเครื่องจักรต่างหาก ที่ทำให้เครื่องจักรดีหรือไม่ดี
     
    เหตุที่ฑูตสวรรค์ (seraph) ต้องประลองฝีมือ
    ฑูตสวรรค์บอกนีโอหลังจากที่ประลองฝีมือกัน เพื่อพิสูจน์ว่าใช่นีโอจริงหรือไม่ว่า "คุณไม่อาจรู้จักใครได้อย่างแท้จริง จนกว่าคุณจะได้สู้กับเขา" เราเองก็เช่นกัน เราจะไม่รู้จักตัวเราเองเลย หากเราเอาชนะตัวเองไม่ได้ เราต้อง "สู้" กับตัวเอง เพื่ออิสรภาพและการรู้แจ้ง
     
    การหยั่งเห็นองค์ประกอบแมทริกซ์ของนีโอ
    การที่นีโอสามารถหยั่งเห็นเนื้อในของแมทริกซ์ ว่าแท้จริงคือรหัสคำสั่งโปรแกรมที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา อาจเปรียบได้กับการหยั่งเห็นความไม่มีตัวตน (อนัตตา) ของสิ่งต่าง ๆ
     
     
    โอราเคิลบอกนีโอหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องชะตาลิขิต
    เธอบอกด้วยว่า เธอรู้ทุกสิ่งที่กำลังจะเกิด แต่เธอก็พูดขัดกับตัวเองว่า นีโอต้องเพิ่มพลัง เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาลิขิตที่ได้ "กำหนดตายตัว" แล้ว นี่ย่อมแสดงว่า สิ่งที่ดูเหมือนได้ "ลิขิต" มาแล้ว แท้จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ยังเปลี่ยนแปลงได้อีก
     
    สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น หรือมีขึ้น เพื่ออะไร?
    โอราเคิลบอกนีโอว่า "สิ่งใดก็ตามที่ได้เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเหตุผลบางอย่าง" ข้อนี้ไม่น่าจะถูกต้องเสียทั้งหมด เพราะสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น ชาวพุทธบางคนเชื่อว่า คนเราเกิดมาเพื่อทำลายและหลุดจากกงล้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิด แต่บางคนอาจเชื่อว่าคนเราเกิดมาเพื่อเหตุผลอย่างอื่น ดังนั้น คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า เราควรมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรจึงมีได้หลากหลาย สิ่งที่ควรคำนึงคือ คำตอบใดที่เราคิดว่าดีที่สุด ประเสริฐสุด แล้วดำเนินไปตามนั้น ทำนองเดียวกัน มอร์เฟียสเองก็พูดว่า "เราทุกคนมาอยู่ที่นี่ เพื่อทำสิ่งที่เราทุกคนต้องทำเมื่อมาอยู่ที่นี่" แต่แท้จริงแล้ว ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เรา "ต้อง" ทำ เราเลือกได้ตลอดเวลาเพื่อทำสิ่งที่ดีกว่า เป็นประโยชน์กว่า ตอนหนึ่ง เอเยนต์สมิธบอกนีโอว่า ทั้งสองอยู่ที่นี่ไม่ใช่เพราะหลุดพ้นจากแมทริกซ์ แต่เพราะไม่หลุดพ้นต่างหาก ข้อนี้เป็นจริง เพราะแม้ว่าทั้งสองจะถอดออกจากแมทริกซ์แล้ว แต่ถ้าพวกเขาเป็นอิสระจากแมทริกซ์จริง พวกเขาก็จะไม่ต่อสู้กัน ดังนั้น การจะเป็นอิสระจากแมทริกซ์ได้ ยังต้องพัฒนาให้สูงขึ้นไปอีก
     
    merovingian พูดถึงความไม่มีกฎเกณฑ์ (เหตุ & ผล)
    merovingian พูดอย่างอหังการว่า "ทางเลือกคือสิ่งลวง ที่ผู้มีอำนาจสร้างขึ้นสำหรับผู้ไม่มีอำนาจ" เขาพูดขณะที่คิดว่าตัวเขาคือผู้มีอำนาจคนหนึ่ง ที่กำลังชักใยผู้อื่นอยู่ แต่เหตุการณ์กลับกลายเป็นว่า เขาถูกภรรยาหักหลัง โดยเธอเลือกที่จะทำเอง และกว่าเขาจะรู้ ก็สายเสียแล้ว มุมมองเรื่องนี้ของเขาจึงไม่ถูกต้อง แม้ว่าทางเลือกจะเป็นสิ่งลวง (ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่) ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่เฉย ๆ ยอมก้มหน้ารับชะตากรรม โดยไม่ดิ้นรนอะไร เพราะคุณไม่มีวันรู้ว่า ชะตาชีวิตของคุณเป็นอย่างไร และไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน เขายังบอกด้วยว่า "สิ่งใดที่เกิดแล้ว ย่อมเกิดแล้ว ไม่ผันแปรเป็นอย่างอื่น" ข้อนี้ชัดเจนในตัว เป็นที่น่าสังเกตว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงการเดินทางข้ามเวลา (ซึ่งโดยหลักการแล้วเป็นไปไม่ได้ เพราะขัดกับกฎแห่งเหตุและผล) สิ่งใดที่ปรากฏขึ้นแล้ว จะไม่ปรากฏก็ไม่ได้ หรือจะปรากฏเป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้เช่นกัน
     
    ข้อคิดจากช่างทำกุญแจ
    ต่อข้อถามที่ว่า เขาจะไปไหน ขณะถูกไล่ล่า ช่างทำกุญแจตอบว่า "ไปอีกทางหนึ่ง จะต้องมีอีกทางหนึ่งเสมอ" คำตอบนี้ทำให้เราได้ข้อคิดว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด เรามีทางเลือกอย่างน้อยสองทางเสมอ และเราเลือกได้อย่างอิสระ แม้ในสภาพการณ์ที่บีบรัด ช่างทำกุญแจบอกว่า ประตูมีหลายบาน แต่ละบานเปิดสู่ "สถานที่" ที่ต่างกัน แต่จะมี "ประตูบานหนึ่งนำไปสู่ต้นกำเนิด (แกนกลางของแมทริกซ์)" ประตูบานนี้อาจเทียบได้กับประตูที่นำไปสู่แก่นแท้ของความจริง นั่นคือพระไตรลักษณ์ และจะนำไปสู่
    อิสรภาพได้ในที่สุด
     
    มอร์เฟียสพูดถึงเหตุผลแห่งการมีอยู่
    มอร์เฟียสพูดก่อนที่จะ "ทำสงคราม" ขั้นเด็ดขาดว่า "เราทุกคนสู้ศึกนี้มาชั่วชีวิต เราไม่ได้มาที่นี่โดยบังเอิญ ผมไม่เชื่อเรื่องบังเอิญ ผมเชื่อว่าชะตาชีวิตลิขิตให้เรามาที่นี่" สงครามที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรากำลังเผชิญอยู่ คือสงครามในจิตใจ ที่เรากำลังต่อสู้กับ "ตัวตน" ของเรา แน่นอน เราไม่ได้ "อยู่ที่นี่" โดยบังเอิญ แต่เป็นเพราะอำนาจกรรม ซึ่งจะเรียกว่า "ชะตากรรม" ก็ได้ ชักนำให้เรามาอยู่ที่นี่ แต่ถึงกระนั้น "ชะตากรรม" ในอนาคตก็อยู่ในมือของเรา เราสามารถกำหนดได้
     
    สถาปนิกเปรียบได้กับอีโก้
    ผู้ที่อยู่เบื้องหลังแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) คือสถาปนิก ซึ่งในเรื่อง เขาเป็นผู้ที่มีความถือตัว เห็นแก่ตัว และชื่นชอบความสมบูรณ์แบบ ยอมรับความล้มเหลวไม่ได้ รวมทั้งที่เป็นของตัวเขาเอง ซึ่งเขาไม่เห็นว่านั่นเป็นความล้มเหลว จึงไม่ยอมรับ แต่กลับโทษว่าเป็นเพราะความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์ (ผู้อื่น)
          เขาพูดว่าความหวังคือสิ่งลวง แต่ตัวเขาเองก็มีความหวัง เขาหวังว่านีโอจะลบล้างและเริ่มต้นระบบที่บกพร่องใหม่อีกครั้งตามที่เขาต้องการ ในเรื่องความสมบูรณ์แบบ เขาไม่น่าเป็นคนสมบูรณ์แบบ เพราะยังทำให้จิตใจของเขาสมบูรณ์แบบไม่ได้ เขาเปรียบเหมือนพระเจ้าจอมปลอม ซึ่งเป็นเพียง "มนุษย์" เท่านั้น
     
    สถาปนิกเปรียบเหมือนตัณหา
    สถาปนิกอ้างตนว่าเป็นผู้ออกแบบแมทริกซ์ ในทางพระพุทธศาสนา สถาปนิกหรือ "นายช่างผู้สร้างเรือน" คือตัณหา มีข้อน่าสังเกตคือ ในเรื่อง "Little Buddha" คีนูรีฟซึ่งแสดงเป็นพระพุทธเจ้า (และในเรื่องเดอะแมทริกซ์แสดงเป็นนีโอ) ได้พูดกับตัณหาและเรียกตัณหาว่า "นายช่างผู้สร้างเรือน" การที่นีโอพบกับสถาปนิกช่วยให้เขาตระหนักถึงธรรมชาติที่แท้จริงของเขา
     
    สถาปนิกเปรียบได้กับตัณหา เพราะเป็นผู้ผลักดันให้เราสร้างแมทริกซ์ - สร้างความยึดติดในสังสารวัฏฏ์ หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ตรัสว่า
    "เรือนคืออัตภาพที่เกิดในภพนั้นๆ บ่อยๆ เป็นของไม่เที่ยง เราแสวงหา นายช่างคือตัณหาผู้สร้างเรือน เมื่อไม่พบ ได้ท่องเที่ยวไปสู่สังสารวัฏฏ์สิ้นชาติมิใช่น้อย การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ร่ำไป ดูกรนายช่างผู้สร้างเรือน บัดนี้ เราพบท่านแล้ว ท่านจักไม่ต้องสร้างเรือนให้เราอีก โครงเรือนคือกิเลสของท่าน เราหักเสียหมดแล้ว และยอดเรือนคืออวิชชาแห่งเรือนท่านเราทำลายแล้ว จิตของเราไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว จักดับอยู่ในภพนี้เอง"
     
     
    สถาปนิกพูดถึงนีโอ

    นีโอ "ทำไมผมมาอยู่ที่นี่?"
    สถาปนิก "ชีวิตของคุณคือผลรวมของส่วนเกินของสมการที่ไม่สมดุลในโปรแกรมแมทริกซ์ แล้วกลายมาเป็นสิ่งผิดปรกติในที่สุด ซึ่งแม้ผมจะพยายามเต็มที่แล้ว แต่ก็กำจัดให้หมดไปไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่เหนือการคาดคิด และจึงไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ด้วยเหตุนี้คุณจึงต้องมาอยู่ที่นี่ไง"
     
    เราเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเราต้องมาอยู่ที่นี่ ภาวะของความไม่รู้นี้คือความหลงหรืออวิชชา ตัวอวิชชานี้เองทำให้เราต้องเกิดใหม่ เราคือสมการที่ไม่สมดุล เนื่องจากเรามีความหลง ความหลงทำให้เราเป็นสิ่งผิดปรกติของโลกนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะควบคุมไม่ได้ และถ้าขณะใดเราไม่ควบคุมตัวเราเอง ตัณหาหรือสถาปนิกก็จะมาควบคุม
     
    สถาปนิกพูดถึงพลังของสิ่งเล็กน้อย
    สถาปนิก "… เห็นได้ชัดว่ามันเป็นความบกพร่องขั้นพื้นฐาน จึงก่อให้เกิดความผิดปรกติต่อระบบ ซึ่งถ้าปล่อยปละละเลย ก็จะเป็นภัยคุกคามระบบได้ ดังนั้น ความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจสะสมและทวีความรุนแรงจนเป็นภัยพิบัติได้ โลกเราก็เช่นกัน เราทุกคนต่างมีกรรมร่วมและเชื่อมโยงกันในลักษณะที่แยกแยะลำบาก การกระทำของคนคนหนึ่ง อาจนำมาซึ่งหายนะของโลก หรือช่วยเหลือโลกก็ได้
     
    สถาปนิกพูดถึงความรับผิดชอบของนีโอ
    สถาปนิกพูดกับนีโอว่า "… ปัญหาก็คือ คุณพร้อมรับผิดชอบต่อการตายของทุกชีวิตในโลกนี้หรือไม่" ในแง่นี้ นีโอเปรียบได้กับพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ซึ่งพยายามช่วยชีวิตสรรพสัตว์อย่างเต็มความสามารถ
    สถาปนิกพูดถึงทางเลือก "สุดท้าย"

    สถาปนิก "มีประตูสองประตู ประตูขวานำไปสู่ต้นกำเนิด และช่วยชาวไซออนได้ ประตูซ้ายพาคุณกลับไปสู่แมทริกซ์ ไปหาเธอ แต่เผ่าพันธุ์ของคุณก็สิ้นสุดด้วย เราเองก็ต้องเลือกตลอดเวลา ทางเลือกมีสองทางเป็นอย่างน้อย อยู่หรือไม่อยู่ ทำหรือไม่ทำ เราเลือกได้ว่าจะติดอยู่ในสังสาร หรือหลุดพ้นออกไป
    สถาปนิกพูดถึงปฏิกิริยาลูกโซ่

    สถาปนิก "แต่เราก็รู้แล้วว่าคุณกำลังจะทำอะไรไม่ใช่หรือ? ผมสามารถเห็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่บ่งบอกว่าอารมณ์กำลังชนะเหตุผล เพราะอารมณ์กำลังปิดตาคุณไม่ให้เห็นความจริง ทั้งที่ความจริงนั้นออกจะเรียบง่ายและชัดเจน เธอกำลังจะตาย และคุณก็ไม่มีทางหยุดยั้งได้ (*นีโอเดินไปเปิดประตูซ้าย ซึ่งตรงข้ามกับที่สถาปนิกคาดคิด*)
     
     
                                นีโอทำให้สถาปนิกคาดการณ์ผิดพลาด โดยการทำสิ่งที่ตรงข้ามกับที่สถาปนิกต้องการให้ทำ เราเองแม้จะติดอยู่ในวงจรปฏิกิริยาลูกโซ่ของเหตุและผล แต่เราก็ทำลายวงจรนี้ได้ เราสามารถตัดวงจรการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยการรู้แจ้งสัจธรรม การที่นีโอเลือกประตูที่ช่วยชีวิตไตรนิตี เป็นการทำลายโปรแกรมที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (การเกิดและการตาย) ได้เด็ดขาด
    *หากเขาเลือกอีกประตูเพื่อช่วยชีวิตชาวไซออนตามที่ "ได้โปรแกรม" ไว้ ก็เท่ากับทำซ้ำรูปแบบเดิมที่คนก่อนเคยทำแล้ว (และนำไปสู่การเกิดใหม่ต่อไป) การทำลายลูกโซ่ของนีโอ เท่ากับไปเปลี่ยนแปลงระบบ และเป็นการช่วยมวลมนุษย์อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดเสรีภาพที่แท้จริง นีโอตระหนักว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้แมทริกซ์บูท (เกิด) ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง การเกิดใหม่โดยไม่มีอะไรก้าวหน้า หรือไม่มีอิสรภาพมากขึ้น เป็นสิ่งไร้ค่า เพราะไม่ช่วยให้เราเข้าใกล้ความสุขที่แท้จริง
     
    สถาปนิกพูดถึงความหวัง
    สถาปนิก "ความหวังคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์หลงผิดได้มากที่สุด มันทั้งทำให้คุณเข้มแข็งที่สุด และอ่อนแอที่สุดในเวลาเดียวกัน" ข้อนี้บอกเราว่า ความหวังจะเป็นความศรัทธาที่มืดบอดได้ หากไม่มีปัญญากำกับ
    บทสนทนาทั้งหมดระหว่างนีโอกับสถาปนิก ดูได้ที่
    http://www.theantitrust.net/articles/viewarticle.php?articleid=108
     
    ทำไมเลือกความจริง ไม่เลือกสิ่งลวง
         เมื่อดูหนังเรื่องนี้ เราอาจถามตัวเองว่า "ทำไมเราควรเลือกที่จะใช้ชีวิตในโลกแห่ง "ความจริง" ที่ดูออกจะแห้งแล้ง ไร้สีสัน ทั้งที่มีโลกมายาที่น่าอภิรมย์กว่า คำตอบคือ ก็เพราะโลกมายาไม่มีอยู่จริง ความสุขในโลกมายาจึงไม่จริงด้วย ความสุขที่แท้จริงมาจากการควบคุมชีวิตได้ทั้งหมด และสามารถเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ถูกต้องชัดเจน (ปัญญา)
        
         ชีวิตหรือความสุขในแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) ต้องขึ้นกับความเมตตาสงสารของแมทริกซ์ ซึ่งก็เหมือนกับที่เราต้องอิงอาศัยวัตถุ จึงจะมีความสุขได้ แต่นั่นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ความสุขที่แท้ต้องมาจากการมีจิตใจอิสระ ไม่ต้องอิงอาศัยหรือพึ่งพิงสิ่งใด
     
    เราเองก็ติดอยู่ในแมทริกซ์
         เป็นไปได้ไหมว่า เราทุกคนล้วนเลือกที่จะเชื่อมต่อหรือติดอยู่ในแมทริกซ์เอง ไม่มีการบังคับใด ๆ มีอะไรปิดตาหรือลวงเราอยู่หรือเปล่า ทำไมเราไม่หลุดพ้นเสียที?
     
    ทำไมต้องโหลดใหม่
    หลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งที่สอง ผมก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า ทำไมภาคนี้จึงตั้งชื่อว่า เดอะแมทริกซ์ "รีโหลดเดด" - ก็เพราะระบบแมทริกซ์ได้รับการโหลดใหม่ (หรือเกิดใหม่) ทั้งระบบอีกครั้งนั่นเอง เราทุกคนก็ต้อง "โหลด" ประสบการณ์ใหม่หลายครั้ง จนกว่าจะแน่ใจ รู้แนวทางที่ถูกต้อง และหลุดพ้นได้โดยสิ้นเชิงในที่สุด

     
    May 21

    เดอะแมทริกซ์ รีโหลด (The Matrix Reloaded)

    The Matrix Reloaded


                                พี่น้องตระกูลวาโชว์สกี ซึ่งเป็นผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวว่า "มีอะไรหลายอย่างที่โดดเด่น  และน่า สนใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและคณิตศาสตร์ ซึ่งติดตราตรึงใจเรามานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกฎควอนตัมฟิสิกส์ และในแง่ที่ศาสตร์ทั้งสองมาบรรจบพบกัน"
                                 บทความนี้พยายามที่จะสะท้อนให้เห็นว่าแต่ละฉากในภาพยนตร์มีความพยามยามดำเนินเรื่องให้สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนาอย่างไร ก่อนอื่นใคร่ขอบอกว่า นี่เป็นเพียงการเชื่อมโยงอย่างคร่าว ๆ เท่านั้น และไม่ได้มุ่งเน้นความถูกต้องตามหลักปริยัติอย่างเคร่งครัด 
                                
     
    แมทริกซ์คือสังสารวัฏฏ์
                                แมทริกซ์เทียบได้กับอะไร แมทริกซ์เปรียบเสมือนสังสารวัฏฏ์ (คือ เราอาศัยอยู่ในโลก แต่เรารับรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างไม่ถูกต้อง ด้วยจิตใจที่หลงผิดของเราเอง) การถูกแมทริกซปิดบังให้มืดบอดไม่ใช่สิ่ง ที่เป็นไปไม่ได้ เหมือนกับสมัยนี้ ถ้าเราไม่ได้รับการศึกษา เราก็คงจะเข้าใจว่าโลกแบน(เพราะตามันเห็นว่าแบนจริง ๆ ) หรือไม่ก็เข้าใจว่าพระอาทิตย์สว่างตอนเช้าแล้วดับตอนกลางคืน เพราะเชื่อสายตาของตนเอง โลกนี้ช่างเต็มไปด้วยสิ่งลวงตาลวงใจมากเหลือเกิน!
     
    ฝันร้ายของนีโอ
                                แม้ว่านีโอจะหวาดผวากับฝันร้ายซ้ำซากว่า ไตรนิตีถูกยิง ตอนที่เธอจะ "ตาย" แต่เขาก็เชื่อว่า "มันจะไม่สิ้นสุด จนกว่ามันจะสิ้นสุด" เขาเชื่อเช่นนี้ เพราะเขายังไม่ได้เห็นเธอตายจริง ๆ ข้อนี้ช่วยให้เราระลึกได้ว่า แม้สิ่งต่าง ๆ มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นตามกฎแห่งกรรม แต่ก็อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ ตราบใดที่เรามี"ความเพียร"ในการกอบกู้สถานการณ์ให้เปลี่ยนแปลงไป และตอนหนังใกล้จบ นีโอก็สามารถทำให้ไตรนิตี ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้หลังจากที่เขาสามารถเข้าถึงภาวะใกล้ตายของเธอได้สำเร็จ
     
    นีโอ ผู้มีเมตตาแต่ขาดปัญญา
                                แม้นีโอจะมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่าเขาเป็นหนึ่งเดียวที่สามารถช่วยทุกคนให้รอดพ้นจากแมทริกซ์ได้ แต่นีโอก็บอกกับไตรนิตีว่า "ผมเพียงอยากรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง" นีโอจึงเปรียบได้กับผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความกรุณา แต่ขาดปัญญา ไม่รู้ว่าจะนำพาสรรพสัตว์หลุดพ้นจากสังสารวัฏฏ์ (การเวียนว่ายตายเกิด) ได้อย่างไร ตรงนึ้เท่ากับช่วยย้ำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาปัญญาควบคู่ไปกับ ความกรุณา อุปมาเหมือนกับนกที่จะต้องมีสองปีก จึงสามารถบินได้
     
    ศรัทธาที่มืดบอดของมอร์เฟียส
                                หลายคนสงสัยว่า ทำไมมอร์เฟียสจึงเชื่อมั่นในคำทำนายของโอราเคิลยิ่งนัก เขาเชื่อตั้งแต่ในภาคแรก และยืนยันความเชื่อที่ปราศจากเหตุผลรองรับ มาจนถึงภาค reloaded  ด้วยความเชื่ออันงมงายของมอร์เฟียส ลูกเรือทุกคนต่างเต็มใจปฏิบัติตามคำบัญชาของเขาด้วยความเชื่อมั่นและไว้ใจในตัวเขา เขาคือผู้ที่ทำให้ประชาชนชาวไซออน (Zion) มีความหวัง แต่แล้วในตอนจบของหนัง มันได้กลับกลายเป็นความสิ้นหวังไป (แต่เราก็หวังว่านีโอจะสามารถช่วยชีวิตชาวไซออนได้ในภาคที่สาม)

                                ความเชื่อมั่นในคำทำนายของ"โอราเคิล" เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นในความยึดมั่นถือมั่นของมอร์เฟียส ทำให้ได้เห็นความต้องการลึกๆ และ ความเชื่อมั่นของเขา อย่างไรก็ตามในที่สุด ความ(ไม่)จริงก็ได้ปรากฏตามที่มันเป็น (ไม่ได้เป็นไปตามความเชื่อของใครๆ) ตรงนี้ถ้าพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าคนเราทั่วๆไปก็เหมือนกัน คืดจะเชื่อในสิ่งที่เราต้องการเชื่ออยู่แล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้จริง เราจำเป็นต้องการให้โอราเคิลมาบอกเราให้เชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ หรือต้องการเชื่ออยู่แล้วหรือ! ไม่จำเป็นเลย ใช่ไหม ฉะนั้นอย่าตกเป็นเหยื่อของการหลอกตัวเอง เพราะขาดปัญญา
     
    เอเยนต์สมิธ คือ"มาร"
                                 เอเยนต์สมิธ ซึ่งไล่ล่านีโออย่างไม่ลดละ อาจเปรียบได้กับมารในตัวนีโอเอง ที่พยายาม "ฆ่า" เขา ด้วยการขัดขวางไม่ให้เขาบรรลุเป้าหมาย (คือการรู้แจ้งสัจธรรม) ในภาคแรก นีโอไม่ได้ทำลายล้างเอเยนต์สมิธให้สิ้นซาก เขาจึงกลับมาได้ในภาคสอง ตรงนี้บอกให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการกำจัดกิเลสมาร (ความโลภ ความโกรธ ความหลง) ในตัวเราให้หมดสิ้นไป การที่สมิธสามารถ "เนรมิตกาย" ขึ้นมาตั้งมากมาย อาจเทียบได้กับการที่เรายอมให้กิเลสมารเกิดขึ้นในใจของเราอย่างง่ายดายและรวดเร็ว เพราะไม่ได้ฝึกจิตใจให้เข้มแข็งพอ และมักทำอะไรตามความเคยชิน ไม่ทำด้วยความมีสติ เหตุการณ์ที่ซ้ำรอยเดิม ตอนที่นีโอหนีสมิธอีกครั้ง สมิธพูดว่า "มันกำลังเกิดขึ้นอีกแล้ว เหมือนครั้งก่อนเลย" แต่ "กายเนรมิต" ของเขากลับพูดว่า "ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว" ตรงนี้บอกเราว่า การเวียนว่ายตายเกิด ทำให้เราต้องประสบเรื่องทำนองเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงกระนั้น เรื่องแต่ละเรื่องก็ไม่เหมือนกันเสียทั้งหมด และมีหลายครั้งที่เราสามารถพัฒนาเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์ได้
                               
    ความเป็นซุปเปอร์แมนของนีโอ
                                การที่นีโอเหาะได้เหมือนซุปเปอร์แมน สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของจิตใจที่มีอำนาจเหนือวัตถุ (ฤทธิ์) สามารถทำสิ่งที่เหลือเชื่อ (และดูเหมือนท้าทายกฎทางฟิสิกส์) ได้ อย่างไรก็ตาม ความสามารถนี้อย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เขารอดพ้นจากแมทริกซ์ได้โดยเด็ดขาด เพราะอำนาจจิตไม่ได้นำมาซึ่งการรู้แจ้ง แต่เป็นเพียงผลพลอยได้ในกระบวนการฝึกจิตเท่านั้น

     
    April 08

    21 Grams เราเสียไปขณะที่ตาย แต่เท่าไหร่ทีได้กลับมา?

     21 กรัม ......
     
    เป็นน้ำหนักที่หายไปในขณะเสี้ยววินาทีที่เราเสียชีวิตทันใด แต่เราได้สิ่งใดกลับมา?
     
                หนังเริ่มเล่าเรื่องด้วยการโยนจิ๊กซอว์ที่ต่อกระจายให้กับคนดู โดยแต่ละชิ้นนั้นบ้างก็ดูแทบจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย บ้างก็มาปะติดปะต่อกันอย่างล่องลอย โดยทำไมหนังต้องเล่าเรื่องราวสลับไปมาอย่างชวนเวียนหัว? ผมเชื่อว่าเป็นเพราะผู้กำกับต้องการจะสื่อสิ่งที่ตัว พอลได้พูดเอาไว้ว่ามันมีหลายสิ่งที่จะดลให้คนสองคนมาพบกัน และสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น บางสิ่งอยู่ในมุมมองที่เราไม่สามารถรับรู้ได้หนึ่งคือผู้คร่า.... หนึ่งคือผู้สูญเสีย.... และ หนึ่งคือผู้ได้ชีวิต.....

                     แต่ผู้ที่ได้ชีวิตนี้มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เขาจะทำอย่างไรกับเวลาที่เขามีอยู่ ก่อนที่ 21 กรัมในชีวิตของเขาจะจากเขาไป......การไปสร้างสัมพันธ์กับ คริสติน่าเป็นเสมือนการคืนอะไรบางสิ่งที่เธอสูญหายไป พอลไม่สามารถเข้าไปแทนที่สามีของเธอที่เสียชีวิตไปได้แน่นอน แต่สิ่งที่เขาพอจะทำได้ก็คือพยุงให้เธอมีชีวิตอย่างน้อยต่อไปได้สักเล็กน้อย คอยดูแลเธอเอาไว้ (และรักเธอด้วย) และตอบสนองความต้องการของเธอ
    "ฉันจะต้องฆ๋ามัน" ประโยคนี้หลุดออกมาจากปากของคริสติน่า ผมเชื่อเหลือเกินว่าในสถานการณ์นั้นๆ ผมก็สามารถฆ่าจอห์นได้อย่างไม่คิดมากเลย ชีวิตทั้งชีวิตของเธอต้องสลายไปเพราะความไม่รับผิดชอบของคนๆหนึ่ง
    พอล เสมือนเป็นสะพานเชื่อมของจุดแตกหักระหว่างสองตัวละคร เขาคิดวิธีที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความสุข แน่นอนเขาไม่อยากให้ คริสติน่าฆ่าแจ๊ค และไม่อยากให้แจ๊คตาย
    (ผมคิดว่า พอลรู้เรื่องจอห์นดีพอ... แจ๊คมีลูกมีครอบครัว และได้กลับตัวแล้ว...)
    ฉากเผชิญหน้ากันของสามตัวละครนั้น เรียกได้ว่าเป็นจุดไคลแมกซ์ที่สุดของเรื่อง
    (ที่มีการถ่ายทำออกมาได้อย่างกระชากอารมณ์อย่างแรง ด้วยเสียง องค์ประกอบภาพ และการใช้เกรนแตกๆของฟิล์ม ไม่รู้มีใครสังเกตไหม)
     
     
           พอลหยุดทุกอย่างด้วยการยิงตัวเองทิ้ง เค้าไม่ต้องการให้คนหนึ่งต้องกลายเป็นฆาตกร และอีกคนหนึ่งกลายเป็นเหยื่อ
     
          แล้วพอลก็จากไป พร้อมกับน้ำหนัก 21 กรัม...
         แต่สิ่งที่เค้าทิ้งไว้นั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน
         ความหวังกับชีวิตใหม่...
         ความหวังกับการกลับไปหาครอบครัว...
         และ
    การให้อภัย

          ด้วยพลังการตัดต่อที่สามารถดึงความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชมและสามารถยึดไม่ให้เราหลุดสมาธิออกไปจากจอได้แม้แต่แวบเดียว พร้อมแสดงให้เห็นถึงทฤษฏีที่พอลบอกคริสติน่าไว้ "การที่คนสองคนจะมาพบกันมีอะไรดลมากมายเหลือเกิน" อีกทั้ง transition จาก ซีนหนึ่งไปอีกซีนหนึ่งยังทำได้ยอดเยี่ยม จากแก้วน้ำไปยังแก้วน้ำ จากโรงพยาบาล ไปยังโรงพยาบาล....
           การใช้แสงในแต่ละฉากของตัวละครนั้นก็เต็มไปด้วยความหมาย การเลือกใช้เกรนฟิล์มที่ต่างกันส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของผู้ชมโดยตรง โดยที่คนดูอาจจะไม่รู้สึก และที่สำคัญคือพลังของนักแสดงทั้งสามที่เรียกได้ว่าขั้นสุดยอด

     
     " 21 กรัม " แก่นของเรามันมีแค่นี้จริงๆหรือ???เหตุใดน้ำหนักเพียง 21 กรัมจึงสามารถทำให้ชีวิตเราหนักอึ้งได้เพียงนี้ ผู้คนเดินกันให้ขวักไขว่วุ่นวาย เราส่วนหนึ่งก็หนีไม่พ้นวงจรแห่งความวุ่นวายนั้น นี่ผมกำลังพยายามแสวงหาอะไรให้ชีวิตมากมายนักหนา ชีวิตเราเป็นทุกข์อยู่เป็นนิจ เพราะสิ่งต่างๆ ที่เราผูกมันไว้กับน้ำหนัก 21 กรัมจนน้ำหนักเพิ่มค่าอย่างไม่สามารถวัดตวงได้อีกแล้ว สิ่งที่วิเศษอาจไม่ใช่สิ่งที่เราค้นพบว่าวิญญาณนั้นมีน้ำหนัก 21 กรัม แต่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ เมื่อพบแล้วเราพยายามมากขึ้น พยายามที่จะปลดน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นๆ ให้ลดลง พยายามไม่แสวงหา ไม่ไขว่คว้า ไม่ดิ้นรนกับสิ่งต่างๆ ที่รั้งถ่วงชีวิตของเราไว้ เพราะเราได้ระลึกเสมอว่า สุดท้าย แก่นของเราจริงๆ มันก็แค่ 21 กรัม ไม่มีอะไรมากมาย.......................
     
     
    March 05

    La Belle – ความรักสีขาวอันว่างเปล่า

    La Belle

              เล่าถึงสังคมเกาหลีในยุคโลกาภิวัตน์ หนังตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ของเหล่าผู้คนในยุคนี้ว่า พวกเขาพร้อมรับกับการก้าวไปอันรวดเร็วของสังคม หรือไม่ ถ้าใช่ ทำไมความสัมพันธ์ของพวกเขาและเธอช่างเลื่อนลอยและบกพร่องเว้าแหว่งได้ถึงเพียงนั้น แล้วที่สำคัญมนุษย์พร้อมหรือยังกับ 'ยุคโลกาภิวัตน์ทางเพศ'
              ตัวเอกทั้งสอง ‘เขาและเธอ’ ผู้ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม จัดเป็นคน 'สังคมเมือง' ความสัมพันธ์ทั้งคู่เป็นสิ่งที่คลุมเครือ ไม่ชัดเจน และไม่แน่นอน ...ในฉากหนึ่งเธอมีเซ็กส์กับเขา (สังเกตว่าเวลามีเซ็กส์ทั้งคู่มักแต่งตัวด้วยชุดสีขาว, ห้องของพระเอกมีโทนสีขาว อันเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ ซึ่งช่างเย้ยหยันกับเนื้อหาของหนังสิ้นดี) แต่ในฉากถัดมาเธอรับโทรศัพท์จากชายหนุ่ม แล้วก็วิ่งออกไปโดยไม่หันกลับมามองเขาด้วยซ้ำ

              การที่เราไม่เข้าใจการกระทำของตัวละครหญิงนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะเราจะมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมไปกับตัวละครชาย เขาได้แต่สงสัยว่า โทรศัพท์ ณ ปลายสายคือใคร เธอคิดอย่างไรกับเขา และยิ่งไปกว่านั้น เธอกับเขา

     ‘เป็นอะไรกัน’
             ในที่สุดหนังเปิดเผยให้เรารู้ว่าฝ่ายหญิงมีชายที่ตัวเองรักอยู่แล้ว แต่ชายคนนั้นไม่ต้องการเธอ เขาตบตี (กระทืบ) เธอ (หนังไม่ให้เราเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นชัดเจน) และเมื่อบาดเจ็บทางกายและใจ เธอก็กลับมาหา ‘เขา’ อีกครั้ง
              ความสัมพันธ์ของทั้งคู่วนเวียนเฉกเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แต่ฝ่ายชายนั้นต้องการเปลี่ยนแปลงมันเสีย เขาจึงตัดสินใจฆ่าชายผู้นั้นทิ้ง เพื่อกำจัดต้นเหตุแห่งความเจ็บปวดของหญิงสาว

    แต่แล้ว.....เมื่อทั้งสองอยู่ด้วยกัน เมื่อฝ่ายหญิงรู้ว่าชายที่รักตายแล้ว ดวงตาของเธอมีแต่เพียงความว่างเปล่า เขาไม่สามารถแทนที่ชายคนนั้นได้ เขาฆ่าคนไปเพียงเพื่อที่จะรับรู้ว่า

     

     " เธอไม่เคยรักเขาเลย "


        เธอจะกลับมาหาเขา เมื่อเธอเจ็บปวด เมื่อไม่มีชายคนนั้น เธอจะไม่เจ็บปวด เพราะจิตใจของเธอได้แตกสลายไปแล้ว และเธอก็ไม่จำเป็นต้องกลับมาหาเขาอีกต่อไป ชายหนุ่มจึงตัดสินใจที่จะหยุดลมหายใจของเธอ เขาต้องการหยุดช่วงเวลานั้นไว้ เขาอยากจะอยู่กับเธอไปชั่วนิรันดร์

             ท้ายสุด ณ ริมชายหาด เขาแนบฟังเสียงหัวใจของเธอ มันไม่มีเสียงตอบรับใดๆ สิ่งที่เขาได้ยินมีเพียงเสียงคลื่นทะเล ....... และเสียงหัวใจของเขาที่ร้าวราน

    ----------------------------------------------------------------------------------

    โดย merveillesxx

    January 28

    amelie : เรื่องรักของนักฝัน

    amelie : เรื่องรักของนักฝัน


              จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องเศร้าๆ ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เติบโตมาอย่างเงียบเหงา ภายใต้การเลี้ยงดูของพ่อผู้เย็นชาและแม่เจ้าระเบียบ มีปลาทองที่ชิงฆ่าตัวตายเพราะบรรยากาศในบ้านเป็นเพื่อน เมื่อเธอโตเป็นเด็กสาว เธอก็เป็นสาวเสริฟในร้านกาแฟ อาศัยท่ามกลางผู้คนประหลาดๆที่เหมือนจะชำรุด คนอย่างมนุษย์แก้วผู้เปราะบาง คนอย่างสาวขายบุหรี่ที่แพ้ทุกอย่างบนโลก หรือคนอย่างเจ้าของร้านขายผักนิสัยเสีย กับลูกจ้างปัญญาทึบที่ปฏิบัติตอผักผลไม้ราวกับมันชีวิต 

     
           " มันควรจะเป็นเรื่องเศร้าไม่ใช่หรือ ที่เธอไม่มีคนรัก มีพ่อที่เอาแต่เก็บตัวในบ้าน มีชีวิตตามลำพังอย่างเงียบเหงา คอยช่วยเหลือผู้คนให้ค้นพบความสุขเล็กๆน้อยๆด้วยวิธีการประหลาดล้ำ "

     
               แต่หนังกลับเลาเรื่องราวเหล่านี้อย่างสวยงาม ผู้กำกับ ฌอง -ปิแอร์ เฌอเนต์ เนรมิตเมืองปารีสให้เป็นสีสุกสว่างใส และเล่าเรื่องเศร้าของผู้หญิงคนหนึ่งให้กลายเป็นสุขนาฏกรรมอันแสนหวาน และหลังหนังออกฉายว่ากันว่า มีคนหลายคนค้นพมุมมองชีวิตใหม่จากนหนังเรื่องนี้(นับรวมผมเข้าไปด้วยเลย) หลังดูจบในครั้งแรก 

     

           แทนที่หนังจะให้คนดูทำความรู้จักตัวละครผ่านทางการใช้ชีวิตของเขา ให้คนดูรู้จักบ้าน ครอบครัว คนรักของเขา หนังกลับให้เรารู้จักตัวละครผ่านทางสิ่งที่เขาชอบ ไม่ชอบ นิสัยประจำตัวเล้กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันของพวกเขา ความละเอียดอ่อนอเล็กๆน้อยๆของชีวิตที่แม้แต่เจ้าของชีวิตเองก็อาจมองข้ามไป เนื่องเพราะนั่นเป็นวิธีอเมลีหญิงสาวนักฝันทำความรู้จักผู้อื่น เราอาจทำความรู้จักคนจากชื่อ จากงานที่เขาทำ เราจึงมักรู้ได้ว่าคนคนนี้เป็นใคร มากกว่าคนคนนี้เป็นอย่างไร หากลองมองย้อนกลับไปยังคนที่เรารู้จักด้วยมุมมองของอเมลี บางทีเราอาจเข้าใจผู้คนเหล่านั้นได้มากขึ้น เฉกเช่นเดียวกับวิธีการบรรยายบรรยากาศรอบๆ ซึ่งไม่ได้มุ่งบอกว่าฝนตกหรือแดดออก หรือเมืองนี้อยู่ที่ไหนในโลก ร้านกาแฟนั้นตั้งอยู่ที่ไหน หากแต่บอกว่า ณ.วินาทีนั้น มีอะไรเกิดขึ้น แก้วสองใบเริงระบำ มีคนไปงานศพ มีคู่รักถึงจุดสุยอด มีคนรู้แจ้งเรื่องเซลล์ประสาทในสมองเขา การได้รับรู้ความเชื่อมโยงของเราเข้ากับสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ ช่วยให้เราตระหนักถึงความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นๆและกับโลก และนี่กระมังความวิเศษของนักฝัน

     

            และโดยแท้จริงแล้วตัวละครทุกตัวในหนังล้วนแต่เป็นนักฝัน ที่ขังตัวเองเอาไว้ในโลกฝันสีเขียวเหลืองเรืองรองของเมืองปารีส หนังย้อมสีฟิลม์ และใช้เอฟเฟคต์ต่างๆเมื่อเพิ่มเสริมความเป็นโลกฝันได้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะฉากที่อเมลีกลายเป็นน้ำ หรือรูปภาพในห้องพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของเธอ โลกของอเมลีที่มีแต่การทำดีด้วยแผนประหลาด โลกใอัลบั้มรูปถ่ายของนีโน โลกในรูปวาดเรอนัวร์ของ คุณ ดูฟาเยล โลกหลังการเลิกราของคุณนายเวลล์ โลกในบ้านของพ่อของอเมลี โลกที่เต็มไปด้วยเจ็บปว่ยของจอร์เจต ทุกตัวละครในเรื่องเลือกจะเพิกเฉยกับโลกจริงๆ และเอาแต่อาศัยอยู่ในนั้นเพราะเชื่อว่ามันปลอดภัย แม้จะยากลำบากแต่ก็ดีกว่าต้องอกไปผเชิญกับโลกจริงๆ อเมลีอาจช่วยให้ทุกคนหลุดออกมาจากโลกฝันเพื่อเดินหน้าต่อไป แต่เธอเองต้องการคนช่วยเหมือนกัน และเพราะนักฝันมักฝันเพื่อหลบหนีความจริงอันเศร้าสร้อย นักฝันจึงไม่ได้ต่างอะไรกับ เด็กหลงทาง ที่เคว้งคว้างอยู่บนโลกจริง ห่อหุ้มตัวเองด้วยความฝันที่ยิ่งฝันยิ่งเหงา

     

           มีบางคนเคยพูดกับผมหลังหนังจบว่า ไม่มีใครในหนังเดินได้เองสักคน ทุกคนต้องการความช่วยเหลือที่ตะสร้างสมดุลของโลกจริงกับโลกฝัน ผมพาลคิดไปถึงตัวเองและเราทุกคน ใช่หรือไม่ว่าแม้แต่เราเองการสร้างสมดุลในโลกจริงกับฝันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีเพื่อน มีครอบครัว และมีความรัก มีแต่ความสัมพันธ์แบบนี้เท่านั้นที่จะโอบถนอมโลกฝันให้สุกปลั่งเหมือนสีในหนัง และให้กำลังใจเราต่อสู้กับโลกจริงเหมือนภาพขาวดำในทีวีของอเมลี

     

             จริงๆแล้วโลกนี้ควรเต็มไปด้วยเรื่องเศร้า

    หากมองย้อนกลับไป มีสงคราม มีความอดอยาก มีโรคร้าย
    มีภัยธรรมชาติ พี่พอ่แม่ทารุณกรรมลูก
    มีเด็กสาวขายตัวเพื่อซื้อกระเป๋า
    มีคนฆ่าตัวตาย ยาเสพย์ติดที่หาซื้อได้ง่ายเหมือนขนม

            ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง
    เราเกิดมาเพื่ออะไรกันหนอ  เพื่อเป็นส่วนเพิ่ม
    ต่อยอดห่วงโซ่บัดซบกระนั้นหรือ มีคนมากมายที่มองโลกในแง่นี้
    ซึ่งมันก็จริง แต่โลกนี้ไม่ได้แบนขนาดนั้น และมันไม่ได้มีเพียงด้านเดียว
    ดังนั้น..........

     

     
             มันจึงเต็มไปด้วยเรื่องสวยงาม ที่เด็กหญิงในครั้งนั้นมีเพื่อนเล่นเป็น สตอว์เบอรร์รี่ สี และ กาว และเด็กสาวลงมือช่วยหลือคนรอบข้าง ด้วยวิธีการประหลาดพิสดาร โดยไม่แสดงตัว วิธีการอย่าง ขโมยตุ๊กตาของพ่อไปเที่ยวรอบโลก(จ๊าบมากๆๆ) หรือทำให้คนเพี้ยนๆได้พบรัก บรรยายบรรยากาศรอบๆตัวให้ชายตาบอดฟังขณะจูงมือเขาเดิน สร้างจดหมายปลอมจากเทือกเขามองต์บลังค์เพื่อให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่หยุดเวลาตัวเองได้เดินหน้าต่อไป วิธีการประหลาดพิสดาร ที่ล้วนแล้วแต่ทำให้บรรดานักฝัน(หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเด็กหลงทาง)ใด้ค้นพบความจริงแห่งชีวิต

      
           ในท้ายเรื่องเราจึงเห็นความจริงบางประการ อย่างความรักไม่เข้าท่าของจอร์เจตและโจเซฟ หรือความจริงของผู้ชายในตู้ถ่ายรูป (ที่อเมลีคิดว่าเขาเป็นคนที่ตายแปแล้วแต่ไม่อยากให้ใครลืมเลยวนเวียนปรากฏอยู่ในตู้ถ่ายรูปทั่วเมือง) ก่อนที่อเมลีจะค้พบความจริงที่ว่าวิธีการทั้งหมดของเธอ อาจเกิดเพราะเธอขลาดกลัวเกินไป และหากเธอยังไม่อาจยอมรับว่า -ปราศจากเธอชีวิตในวันนี้ก็คือเถ้าธุลีของวันวาน- เธออาจสลายเป็นเถ้าธุลีไปจริงๆ


            และมีตัวละครตัวหนึ่งในหนังที่ผมชอบที่สุด นั่นคือนักเขียนหนุ่มผู้ซึ่งไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ ตลอดเวลาเขาพูดประโยคเด็ดไว้มากมาย
    ประโยคอย่างที่อเมลีได้รับรู้หรือประโยคอย่าง
    -มนุษย์เกิดมาเพื่อที่จะเสียน้ำตาอยู่แล้ว-  เขายอมรับตลอดเวลาว่าเขาล้มเหลว หากแต่สิ่งทีเขาทำกลับคือการเขียน เขียน เขียน และเขียน ผมรักตัวละครตัวนี้ เพราะเขาเป็นนักฝันผู้ยอมรับความจริง ฉากในตอนท้ายที่เขาเห็นข้อความของตัวเองกลายเป็นข้อความการฟฟิตี้บนผนัง เขายิ้มรับ และเดินหายไปในแดดอุ่น บางทีที่นักฝันต้องการอาจไม่ใช่การตื่นมาพบความจริงที่เหมือนกันทุกประการกับความฝัน
    หากแต่เป็นการได้รับการยอมรับว่าความฝันนั้นมีค่า เพื่อที่นักฝันจะได้ยิ้มอย่างเจียมตัว พร้อมที่จะฝันต่อไปอย่างเงียบเชียบเพียงลำพัง 

    January 15

    เรื่องรัก น้อยนิด หมาศาล

                             เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาลแรงดึงดูดของความโดดเดี่ยว                                  

             ในห้องที่มีแต่เส้นตรงและสีซีดที่เกิดจากการถูกทำให้สะอาดมากกว่าซีดหม่นจากความสกปรกมีเพียงเส้นเชือกที่ผูกห่วงตรงปลาย และ
    จิ้งจกตัวหนึ่งเท่านั้นที่คดโค้งเคนจิอยากลอยตัวในอากาศเพื่อไปจากแรงโน้มถ่วงของโลก สู่อวกาศอันเป็นนิรันดร์ด้วยเชือกเส้นนี้ถ้าไม่มีเสียงออด
    หน้าบ้านถี่รัวเขาอาจได้ลอยในอากาศ ลอยไปในอวกาศกว้างใหญ่ไพศาลจริงๆ.........

             หนังเล่าเรื่องของเคนจิ หนุ่มบรรณารักษ์ในศูนย์วัฒนธรรมญี่ปุ่นในไทย ที่กำลังตั้งข้อสงสัยเรื่องการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง เขาสงสัยเหมือนที่เราหลายคนเคยสงสัยว่ามันจะเป็นยังไง ถ้าเราได้-ตายไป- แต่กับเคนจิ มันไม่ใช่การครุ่นคิดถึงชีวตหลังความตาย เพราะเขาไม่ปรารถนาชีวิตไดๆอีกแล้ว หากเป็นการคิดถึงมันในลักษณะของการพักผ่อน เพื่อจะตื่นมาอย่างสดชื่นในชาติหน้า แม้เอาเข้าจริงยังไม่มีใครพิสูจน์อะไรได้มันก็เป็นการคิดถึงความตายที่น่าอภิรมย์ไม่น้อยเคนจิพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง หลายวิธีการ แต่มักจะมี-ภาวะภายนอก-มารบกวนเวลาตายของเขาอยู่ร่ำไปจนกระทั่งเขาพบกับเด็กสาวในชุดนักเรียนญี่ปุ่นระหว่างชั้นหนังสือพบกันเพียงชั่วเสี้ยวนาทีแต่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งไปตลอดกาลเด็กสาวยืนอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่อง -จิ้งจกเดียวดาย- อันเป็นเรื่องของจิ้งจกที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าถูกทิ้งไว้บนโลกเพียงลำพัง
             โกวเล้งเคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า " ความโดดเดี่ยวไม่ทำให้คนตายแต่มีคนมากมายที่ตายเพราะความโดดเดี่ยว " บางทีทั้งจิ้งจกและหนุ่มญี่ปุ่นเงียบขรึมนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
            เขาพบเด็กสาวอีกครั้งบนถนน ขณะเขากำลงจะตายแต่ที่เขาได้พบกลับเป็นการตายของเด็กสาวจากพรากจากผู้หนึ่งเพื่อพานพบผู้หนึ่งเรื่องรักมันเริ่มตรงนี้เองหนังใช้เพลง-แรงดึงดูด- เป็นend creditสิ่งที่มี-แรงดึงดูด-ซึ่งกันและกัน มักเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามเหมือนแม่เหล็กบวกและลบผู้ชายกับผู้หญิงหยินกับหยางบางทีหนังอาจพูดถึงเรื่องนี้พูดถึงแรงดึงดูด แต่เล่าผ่านภาพ-ความแตกต่าง ของสองขั้วเคนจิเป็นหนุ่มญี่ปุ่นในเมืองไทย น้อย(พี่สาวของนิด เด็กสาวที่ตายไปต่อหน้าต่อตาเคนจิ)เป็นสาวไทยจะไปญี่ปุ่นเคนจิอยู่ในบ้านที่มีระเบียบ อันเป็นลักษณะของบ้านที่มีสิ่งมีชีวิต(ซึ่งอยากตาย)จัดระเบียบมันน้อยอยู่ในบ้านรกเรื้อที่เหมือนเป็นบ้านที่สิ่งมีชีวิตผู้เป็นเจ้าของตายจากไปเนิ่นาน(ทั้งที่กำลังจะมีชีวิตใหม่)บ้านของเคนจิมีสีฟ้าซีดๆของใช้ทุกอย่างมีเส้นตรง สี่เหลี่ยมบ้านของน้อยมีสีสันหลากหลาย ม่านสีชมพูด ผนังสีน้ำตาล สระน้ำสีเขียว ทุกอย่างเหมือนหลุดมาจากยุคแสวงหาจึงมีลักษณะโค้งมนไร้รูปเคนจิชอบทำความสะอาดน้อยทำสกปรกไม่หยุดยั้งเคนจิพูดจาสุภาพท่าทีขัดเขินเก้งก้างน้อยพ่นคำหยาบเป็นไฟ และดูสบายๆอยู่ตลอดเวลา
     
    เรื่องความแตกต่างนี้ยังลุกลามไปถึงโปสเตอร์และชื่อเรื่องโปสเตอร์สีชมพูหวานแสดงภาพการ์ตูนของคนที่กำลังผูกคอตายหรือนอนให้รถทับ
          ชื่อภาษาอังกฏษ last life in the universe เป็นชื่อที่พูดถึง ชีวิต กะจิริด กับจักรวาลกว้างใหญ่กับชื่อไทย -เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล -
    ที่ชัดเจนถึงความแตกต่างในทันทีที่อ่านซึ่งเป็นชื่อไทยที่เจ๋งมากเพราะนอกจากเป็นชื่อของนางเอกสองคนเป็นชื่อที่บอกถึงภาพรวมของหนัง(ทุกอย่างถูกเล่าอย่างน้อยนิดแต่ได้ผลมหาศาล)พูดถึงก่นแกนของเรื่อง(ความแตกต่างและแรงดึงดูดในความคิดของผม) และถ้าอยากจะกัดยังอาจหมายรวมไปถึงทุนสร้างมหาศาลและรายได้อันน้อยนิดอีกด้วย
     
          เพราะโลก(หรือแม้แต่จักรวาล)ถูกสร้างขึ้นด้วยความต่างทั้งเรื่องของอุณหภูมิ สภาพภูมิศาสตร์ ความกดอากาศ การมีไม่มีก๊าซบางอย่างโลก(หรือจักรวาลนี้)จึงเต็มไปด้วยแรงดึงดูดระหว่างพระจันทร์กับโลก โลกกับดวงอาทิตย์(ระบบ สุริยจักรวาล)แต่แรงดีงดูดของเคนจิกับน้อยกลับเป็นเรื่องของความโดดเดี่ยวและความตายความตายของนิด ทำให้น้อย(ที่กลัวการอยู่คนเดียว)กับเคนจิ(ที่เปรียบตัวเองไม่ต่างจากจิ้งจกเดียวดาย)มาพบกัน   หนังฉายภาพความแปลกแยกโดดเดี่ยวชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารติดๆขัดๆของเคนจิกับน้อยการแพ้-ปลาดิบ-(อันเป็นตัวแทนของญี่ปุ่น )ของเคนจิซึ่งหมายถึงความแปลกแยกกระทั่งกับชาติกำเนิดการอาศัยในบ้านร้างไร้ผู้คนของน้อยฉากหนึ่งเป็นตอนที่เคนจิเข้าไนห้องของนิดแล้วถูกน้อยไล่ออกจากบ้าน ที่เคนจิทำคือลงไปนอนอยู่ใต้ท้องรถเผื่อรถจะไหลมาทับเขาตาย
    เป็นฉากที่ทั้งขำทั้งเศร้าเพราะกับเคนจิ ไม่มีที่ทางของเขาบนโลกนี้อีกแล้วนอกจากบ้านรกๆของน้อย(ตอนที่เคนจิมาส่งน้อยในเช้าวันแรกของทั้งคู่เทปสอนภาษาญี่ปุ่น พูดว่า -ถึงบ้านแล้ว-)บ้านของน้อยจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนจักรวาลของเคนจิ(และของน้อยด้วย)เมื่อน้อยไล่เขาออกจากบ้าน เขาจึงมีสภาพเป็นจิ้งจกโดดเดี่ยวโดยแท้โดดเดี่ยวจนไม่อยากมีชีวิตอยู่

              คนรุ่นเรา -เหงา- กันง่ายขึ้นและจริงๆมันก็เป็นเช่นนั้นอาจเพราะคนรุ่นเราเป็นผลผลิตของโลกและความสัมพันธ์ในยุคสมัยใหม่เป็นคนที่แข็งแกร่งต่อโลกภายนอก แปราะบางในโลกภายในคล้ายเป็นผลข้างเคียงของยาใหม่หรือว่าแท้จริงแล้วเราพากันเหงาเพราะคุณค่าของคนในรุ่นเราถูกยึดโยงอยู่กับสิ่งต่างๆเราเสพติดวัตถุ เพื่อน ความสุข สนุกสนาน(อันเป็นสิ่งที่เปบี่ยนแปลงอย่างรวเดร็ว)เมื่อตามไม่ทันเราจึงรู้สึกเหมือนถูกทิ้ง(ให้เดียวดายในจักรวาล)ทั้งๆที่คุณค่าเหล่านั้นเกิดจากการผูกโยงของเราเองแท้ๆ
    ......แต่จะเกิดจากอะไรก็เถอะในบางเวลาที่ผมอยู่คนเดียวแล้วเหงา ผมมักคิดถึงคำของน้อยตอนที่เคนจิถาม
    - คุณเศร้ามั้ย
    - ใครบ้างล่ะที่ไม่เศร้า......... กับความเหงาในจักรวาลนี้ก็คเป็นคำตอบแบบเดียวกันขึ้นกับว่าแรงดึงดูดของเรากับจักรวาลนี้จะมีมากมายเท่าไหร่เท่านั้นเอง

    ------------------------------------------------------------------------
    จากคุณเจ้าชายน้อย
    January 08

    The Metrix Revolution

    นีโอ, สมิท และการสมดุลย์สมการ
               ก่อนอื่นขอให้ย้อนกลับไปถึงการสนทนากันระหว่างนีโอ กับเทพพยากรณ์ ที่เทพพยากรณ์เอ่ยขึ้นมาว่า สมิท ก็คือ อีกด้านหนึ่งของนีโอ แล้วยังพูดถึงการ Balance หรือสมดุลย์สมการ
                ทุกคนคงเคยเรียนสมการคณิตศาสตร์นะครับ การสมดุลย์สมการก็คือ การกำจัดตัวแปรที่เราไม่ต้องการออกไปจากสมการ ซึ่งวิธีการก็คือ ย้ายตัวแปรที่ต้องการกำจัดมาไว้ข้างเดียวกัน เมื่อตัวแปรค่าบวก มาอยู่ด้วยกันกับค่าลบก็จะหักล้างกันแล้วหายไปจากสมการเองอัตโนมัติ กรณีเดียวกันกับนีโอ และสมิท ที่เปรียบเสมือนเป็นตัวแปรชนิดเดียวกัน แต่อยู่คนละฝั่งโดยนีโอเป็นตัวแปรค่าบวก ส่วนสมิทเป็นตัวแปรที่มีค่าลบ เมื่อต้องการกำจัดตัวแปรตัวนี้จึงจำเป็นต้องย้ายมาอยู่ข้างเดียว
    แน่นอนว่า สมิท ต้องไม่ยอมอยู่ข้างเดียวกับ นีโอ แน่นอน จึงเหลือวิธีเดียวเท่านั้น (แต่ได้ผลลัพธ์เหมือนกัน) คือ นีโอ ต้องย้ายไปอยู่ข้างเดียวกับ สมิท จึงเกิดการหักล้างกันเอง สมิท และนีโอ ก็หายไป สมการ (ในที่นี้ก็คือ โลกของ Metrix) ก็จะเข้าสู่สมดุลย์ แต่อย่างที่รู้กันว่า ทุกสมการ จะมีความคาดเคลื่อนอยู่ระดับหนึ่ง เมื่อใช้คำนวณบ่อย ๆ เข้า ค่าความคลาดเคลื่อนนั้นก็จะเพิ่มมากขึ้น นั่นเป็นเค้าลางของการก่อเกิด นีโอ รุ่นใหม่ ถ้าไม่พยายามจับ Metrix เข้ากับเรื่องราวของพระเจ้า หรือปรัชญาอะไรมากนัก แล้วคิดตามในแง่คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ จะช่วยให้เข้าใจหนังมากขึ้น แล้วค่อยมาตีความหาปรัชญากันทีหลังก็ได้ครับ

    1. The Metrix Reloaded นึกถึง bug ของโปรแกรมครับ จะเป็นเห็นว่าการสนทนาระหว่าง Architect กับ Neo จะใช้ศัพท์เกี่ยวกับการโปรแกรมมิ่งทั้งนั้นเช่น Patch, Function เป็นต้น ซึ่ง Neo ก็คือ Bug ที่เกิดกับโปรแกรม ไม่ว่าจะให้อัจฉริยะขนาดไหนมาเขียนโปรแกรม ก็จะต้องมี Bug เกิดขึ้นแน่นอน เมื่อกำจัด bug ได้ และใช้โปรแกรมต่อไป ก็จะต้องมี bug ตัวใหม่เกิดขึ้นมาอยู่เสมอ นั่นคือ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องมี Neo รุ่นใหม่เกิดมาเสมอ
    ... วิธีการกำจัด bug ของโปรแกรมที่ดีที่สุดก็คือ ปล่อยให้ bug ตัวนั้นแสดงตัวตนของมันออกมาให้หมดเปลือก ด้วยการจำลองสถานะการณ์อย่างหนึ่ง ให้มันคิดว่าเป็นการทำงานจริง จากนั้นสังเกตุดูพฤติกรรม และความสามารถว่ามันทำอะไรได้บ้าง เมื่อเราได้ข้อมูลเกี่ยวกับ Bug ตัวนั้นมาแล้ว การกำจัดทิ้งก็ไม่ยากอะไร แต่ในสุดแล้ว ก็จะมี Bug ตัวใหม่เกิดขึ้นมาอีก ก็กำจัดกันอีก ซึ่งเหมือนการเล่นเกมกับความผิดเพี้ยนของโปรแกรมก็ว่าได้
    ... Bug (หรือนีโอ) ที่เกิดขึ้นของโปรแกรมบางครั้งม่เป็นอันตรายกับระบบ ก็ปล่อยเอาไว้ได้ เพราะสามารถควบคุมได้ระดับหนึ่ง แต่สำหรับสมิท เปรียบเสมือน Bug จากภายนอก หรือ bug ที่ไม่คาดว่าจะเกิด (bug แบบนีโอจะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีแน่นอน แค่ไม่รู้ว่าจะมาในรูปแบบไหนเท่านั้น) เช่น ไวรัส ที่ bug ที่โปรแกรมไม่สามารถควบคุมได้ ถ้ากำจัดไม่ได้โปรแกรมนั้นก็จะถูกกำจัดเสียเอง ผิดกับกรณี bug แบบนีโอ ถ้ากำจัดไม่ได้ก็ยังมีทางเลือกสุดท้ายคือ โหลดโปรแกรมใหม่ (Reload) อีกครั้ง ให้ bug มันเริ่มจากเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วค่อยหาทางกำจัดมันใหม่

    2. The Metrix Revolution ในเมื่อไม่ยอมโหลดโปรแกรมใหม่ ก็ต้องหาทางกำจัด bug ไปพร้อม ๆ กับกำจัดไวรัสไปในตัว อย่างที่บอกวิธีการกำจัด bug ก็ต้องให้ bug ตัวนั้นแสดงตัวเป็นพระเอกอย่างเต็มที่ ภาคนี้จึงเห็นความเก่งกาจของ bug ทั้งสอง (นีโอ กับสมิท)
    ... และนำ bug จากภาคแรกเปรียบเข้าไปกับการสมดุลสมการ โดย bug ทั้งสองเป็นตัวแปรที่จะต้องกำจัดออกจากระบบ แต่ทีนี้ปัญหาก็คือ จะทำอย่างไรถึงให้ตัวแปรตัวใดตัวหนึ่งยอมย้ายไปอยู่ข้างเดียวกับตัวแปรอีกตัวหนึ่ง
    ... ขณะที่ตัวแปรค่าลบอย่าง สมิท ต้องการครอบครอง Metrix ส่วน นีโอ ก็ยังมีห่วง(รัก)ติดพัน จึงต้องทำให้ตัวแปรตัวใดตัวหนึ่งหมดห่วงให้ได้
              เกี่ยวกับการไม่เลือก Reload หรือบูทระบบขึ้นใหม่ของ นีโอ ใน Metrix Reloaded จากบทสนทนาระหว่าง นีโอ กับ สถาปนิก จะเห็นว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ไซออนเกิดสงคราม และการทำลายล้าง แต่มันเกิดมาหลายครั้งแล้ว แต่ นีโอ ทุกรุ่นล้วนแต่เลือกที่จะ รีโหลด หรือบูทระบบขึ้นใหม่ทั้งนั้น ทำให้ทุกอย่างเริ่มจากศูนย์แล้วเดินทางไปยังจุดเดิมอีกครั้ง (เพราะ bug ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง)  แต่สำหรับ นีโอ รุ่นนี้ผู้ควบคุมเกมการแก้บัก (ซึ่งก็คือ เทพพยากรณ์) ได้สร้างเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ นีโอ รุ่นนี้ไม่เลือก reload ระบบขึ้นมาใหม่ นั่นคือ สร้างพันธะผูกพันธ์อันลึกซึ่งที่สุดอย่างหนึ่งขึ้นมา และต้องเป็นความผูกพันธ์ที่มนุษย์คนหนึ่ง ไม่ว่าจะเก่งกาจขนาดไหน ก็ไม่สามารถตัดขาดไปได้อย่างสิ้นเชิงนั่นคือ "ความรัก" ครับ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวอย่างแท้จริงที่ทำไม นีโอ จึงไม่เลือก Reloaded จึงทำให้การ Revolution ขึ้นมา  เมื่อเกิดการเลือกทางใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ผลลัพธ์ย่อมเป็นที่คาดการณ์ได้ยาก (แต่ยังพอมองทิศทางออกได้บ้าง) นั่นอาจเป็นที่มาของประโยคสุดท้ายระหว่างสถาปนิกกับเทพพยากรณ์ทำนองว่า "ครั้งนี้คุณเล่นแรงจังนะ คราวหน้าผลลัพธ์อาจเป็นแบบนี้ก็ได้" (ทำนองนี้แหละครับ จำไม่ได้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็น ขออภัย)
     
    ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
    บท review โดย : Hannibal