| chanchai's profiletheballPhotosBlogLists | Help |
|
|
February 10 แพทเทรินกลองsingle stroke four : ตีสลับมือ ซ้าย ขวา ตีเป็นชุดละ 4 ครั้ง ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย seven : ตีเป็นชุด 7 ครั้ง double stroke : ตีสลับ ข้างละสอง ขวา ขวา ซ้าย ซ้าย ต่อท้ายเลข 5 7 10 13 15 17 คือตีเป็นชุดเท่าจำนวนที่ระบุ paradiddle : การตีสลับมือเป็นชุด FLAM : ตัวจังหวะเสียงสั้น อาทิเช่น lL หมายถึง ตีมือซ้ายตัวแรก สั้นกว่าตัวที่สอง drag : การลากหรือ รัวกลอง SINGLE STROKE ROLL RUDIMENTS
SINGLE STROKE FOUR 1-trip-let and 2-trip-let and R L R L R L R L SINGLE STROKE SEVEN
1-trip-let 2-trip-let and R L R L R L R DOUBLE STROKE ROLL RUDIMENTS 5 STROKE ROLL
RRLLR LLRRL 6 STROKE ROLL RLL RRL 7 STROKE ROLL RRLL RRL 9 STROKE ROLL RRLL RRLL R LLRR LLRR L 10 STROKE ROLL RRLL RRLL RL 11 STROKE ROLL RRLL RRLL RRL LLRR LLRR LLR 13 STROKE ROLL
RRLL RRLL RRLL R LLRR LLRR LLRR L 15 STROKE ROLL
RRLL RRLL RRLL RRL 17 STROKE ROLL
RRLL RRLL RRLL RRLL R LLRR LLRR LLRR LLRR L
PARADIDDLES
DOUBLE PARADIDDLE RLRLRR LRLRLL
TRIPLE PARADIDDLE RLRLRLRR LRLRLRLL PARADIDDLE-DIDDLE RLRRLL FLAMS
Flams are played by striking the playing surface with both sticks, one slightly before the other, and one softer than the other. A flam normally notated by a "grace" note. We have chosen to represent this on the web by making the grace note, or softer note, a lower case letter. lR Rl FLAM TAPS lR R rL L FLAM ACCENT
1-trip-let 2-trip-let lR L R rL R L FLAM PARADIDDLE
lR L R R rL R L L FLAMMED MILL lR R L R rL L R L DRAGS
The Right Drag llR The Left Drag
rrL THE SINGLE DRAG TAP
llR L rrL R THE DOUBLE DRAG TAP
llR llR L rrL rrL R November 16 สถาปัตยกรรมในหนังของ David Fincherสถาปัตยกรรมในหนังของ David Fincher
June 19 The Metrix Revolution สุดท้ายแล้วThe Matrix Reloaded
ขออีกหน่อยเหอะ เพราะชอบมาก
ชุดของนีโอ
นอกจากเสื้อคลุมสีดำของนีโอจะใกล้เคียงกับชุดของเซ็นแล้ว ใบหน้าของเขายังสงบนิ่งและสำรวมแบบพระแทบจะตลอดเวลาด้วย สองเรื่องนี้เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจไม่น้อย
ชาวไซออนเปรียบได้กับชาวพุทธ
พลเมืองชาวไซออน (ซึ่งเปรียบได้กับชาวพุทธ) ยังเพียงอยู่บนเส้นทางสู่อิสรภาพที่สมบูรณ์ (การรู้แจ้ง) เท่านั้น ยังไม่ได้บรรลุเป้าหมายที่แท้จริง เพราะอิสรภาพที่สมบูรณ์ (นิพพานในพระพุทธศาสนา) หมายถึง ความสงบระงับ ไม่มีความทะยานอยากอีกต่อไป ชาวไซออนส่วนใหญ่รู้ความจริงของแมทริกซ์ (ความจริงแห่งสังสารวัฏฏ์) ระดับหนึ่ง ซึ่งอาจเทียบได้กับพระโสดาบันเท่านั้น ยังไม่ได้บรรลุพระอรหันต์ จึงไม่สามารถบรรลุเสรีภาพที่แท้จริง (สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิด) ส่วนชาวไซออนที่มุ่งมั่นช่วยเหลือผู้อื่นให้ตื่นตัวและหลุดพ้น อาจเปรียบได้กับพระโพธิสัตว์ในคติพระพุทธศาสนา
ไซออนล่มสลาย
เปรียบได้กับพระธรรมอันตรธานสิ้น การทำลายล้างไซออนจนหมดสิ้น อาจเปรียบได้กับการสิ้นยุคพระพุทธศาสนา เพราะนั่นย่อมหมายความว่าไม่เหลือผู้รู้ความจริงเกี่ยวกับแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) แม้แต่คนเดียว
นีโออาจเปรียบเสมือนพระพุทธเจ้า
ในบางกรณีอาจถือได้ว่านีโอมีลักษณะคล้ายพระพุทธเจ้า คือเป็นผู้ "หลุดพ้น" จากแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) โดยสิ้นเชิง และสามารถกลับเข้าไปได้โดยไม่ถูกครอบงำ ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ผู้อื่น (สรรพสัตว์) ได้หลุดพ้นตาม แต่นีโอกลับ "รู้แจ้ง" น้อยกว่าที่เราคิด จึงอาจเทียบได้กับพระโพธิสัตว์ที่เปี่ยมด้วยแรงจูงใจ (ความกรุณา) แต่ขาดความรู้ (ปัญญา) ที่จะช่วยเหลือโลก นีโอสามารถปลุกเร้าให้ชาวไซออนตื่นตัวเท่านั้น ไม่อาจดึงใครออกจากแมทริกซ์ได้ หากคนคนนั้นไม่ตั้งใจและเพียรพยายามด้วยตัวเอง (ทำนองเดียวกัน พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ชี้ทางเดินเท่านั้น เราจะเดินหรือไม่เดินเป็นหน้าที่ของเรา) จิตใจที่จะสามารถหลุดพ้นได้ จึงต้องมีความปรารถนาและเพียรพยายามเป็นทุนเดิม
ที่ปรึกษา (counsellor)
พูดถึงความว่างเปล่าของเครื่องจักร ที่ปรึกษาระบุว่า เครื่องจักรช่วยชาวไซออนทำงานมากมาย เช่นทำให้เกิดแสงสว่าง ความร้อน และอากาศ แต่ก็มีเครื่องจักรบางอย่างมีเป้าหมายทำลายพวกเขาด้วย ดังนั้น ลำพังเครื่องจักรเองจึงเสมือนเป็นสิ่งว่างเปล่า จะบอกว่าดีหรือไม่ดีไม่ได้ การตั้งโปรแกรมหรือเจตนาที่อยู่เบื้องหลังการสร้างและควบคุมเครื่องจักรต่างหาก ที่ทำให้เครื่องจักรดีหรือไม่ดี
เหตุที่ฑูตสวรรค์ (seraph) ต้องประลองฝีมือ
ฑูตสวรรค์บอกนีโอหลังจากที่ประลองฝีมือกัน เพื่อพิสูจน์ว่าใช่นีโอจริงหรือไม่ว่า "คุณไม่อาจรู้จักใครได้อย่างแท้จริง จนกว่าคุณจะได้สู้กับเขา" เราเองก็เช่นกัน เราจะไม่รู้จักตัวเราเองเลย หากเราเอาชนะตัวเองไม่ได้ เราต้อง "สู้" กับตัวเอง เพื่ออิสรภาพและการรู้แจ้ง
การหยั่งเห็นองค์ประกอบแมทริกซ์ของนีโอ
การที่นีโอสามารถหยั่งเห็นเนื้อในของแมทริกซ์ ว่าแท้จริงคือรหัสคำสั่งโปรแกรมที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา อาจเปรียบได้กับการหยั่งเห็นความไม่มีตัวตน (อนัตตา) ของสิ่งต่าง ๆ โอราเคิลบอกนีโอหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องชะตาลิขิต
เธอบอกด้วยว่า เธอรู้ทุกสิ่งที่กำลังจะเกิด แต่เธอก็พูดขัดกับตัวเองว่า นีโอต้องเพิ่มพลัง เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาลิขิตที่ได้ "กำหนดตายตัว" แล้ว นี่ย่อมแสดงว่า สิ่งที่ดูเหมือนได้ "ลิขิต" มาแล้ว แท้จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ยังเปลี่ยนแปลงได้อีก
สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น หรือมีขึ้น เพื่ออะไร?
โอราเคิลบอกนีโอว่า "สิ่งใดก็ตามที่ได้เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเหตุผลบางอย่าง" ข้อนี้ไม่น่าจะถูกต้องเสียทั้งหมด เพราะสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น ชาวพุทธบางคนเชื่อว่า คนเราเกิดมาเพื่อทำลายและหลุดจากกงล้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิด แต่บางคนอาจเชื่อว่าคนเราเกิดมาเพื่อเหตุผลอย่างอื่น ดังนั้น คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า เราควรมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรจึงมีได้หลากหลาย สิ่งที่ควรคำนึงคือ คำตอบใดที่เราคิดว่าดีที่สุด ประเสริฐสุด แล้วดำเนินไปตามนั้น ทำนองเดียวกัน มอร์เฟียสเองก็พูดว่า "เราทุกคนมาอยู่ที่นี่ เพื่อทำสิ่งที่เราทุกคนต้องทำเมื่อมาอยู่ที่นี่" แต่แท้จริงแล้ว ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เรา "ต้อง" ทำ เราเลือกได้ตลอดเวลาเพื่อทำสิ่งที่ดีกว่า เป็นประโยชน์กว่า ตอนหนึ่ง เอเยนต์สมิธบอกนีโอว่า ทั้งสองอยู่ที่นี่ไม่ใช่เพราะหลุดพ้นจากแมทริกซ์ แต่เพราะไม่หลุดพ้นต่างหาก ข้อนี้เป็นจริง เพราะแม้ว่าทั้งสองจะถอดออกจากแมทริกซ์แล้ว แต่ถ้าพวกเขาเป็นอิสระจากแมทริกซ์จริง พวกเขาก็จะไม่ต่อสู้กัน ดังนั้น การจะเป็นอิสระจากแมทริกซ์ได้ ยังต้องพัฒนาให้สูงขึ้นไปอีก
merovingian พูดถึงความไม่มีกฎเกณฑ์ (เหตุ & ผล)
merovingian พูดอย่างอหังการว่า "ทางเลือกคือสิ่งลวง ที่ผู้มีอำนาจสร้างขึ้นสำหรับผู้ไม่มีอำนาจ" เขาพูดขณะที่คิดว่าตัวเขาคือผู้มีอำนาจคนหนึ่ง ที่กำลังชักใยผู้อื่นอยู่ แต่เหตุการณ์กลับกลายเป็นว่า เขาถูกภรรยาหักหลัง โดยเธอเลือกที่จะทำเอง และกว่าเขาจะรู้ ก็สายเสียแล้ว มุมมองเรื่องนี้ของเขาจึงไม่ถูกต้อง แม้ว่าทางเลือกจะเป็นสิ่งลวง (ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่) ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่เฉย ๆ ยอมก้มหน้ารับชะตากรรม โดยไม่ดิ้นรนอะไร เพราะคุณไม่มีวันรู้ว่า ชะตาชีวิตของคุณเป็นอย่างไร และไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน เขายังบอกด้วยว่า "สิ่งใดที่เกิดแล้ว ย่อมเกิดแล้ว ไม่ผันแปรเป็นอย่างอื่น" ข้อนี้ชัดเจนในตัว เป็นที่น่าสังเกตว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงการเดินทางข้ามเวลา (ซึ่งโดยหลักการแล้วเป็นไปไม่ได้ เพราะขัดกับกฎแห่งเหตุและผล) สิ่งใดที่ปรากฏขึ้นแล้ว จะไม่ปรากฏก็ไม่ได้ หรือจะปรากฏเป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้เช่นกัน
ข้อคิดจากช่างทำกุญแจ
ต่อข้อถามที่ว่า เขาจะไปไหน ขณะถูกไล่ล่า ช่างทำกุญแจตอบว่า "ไปอีกทางหนึ่ง จะต้องมีอีกทางหนึ่งเสมอ" คำตอบนี้ทำให้เราได้ข้อคิดว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด เรามีทางเลือกอย่างน้อยสองทางเสมอ และเราเลือกได้อย่างอิสระ แม้ในสภาพการณ์ที่บีบรัด ช่างทำกุญแจบอกว่า ประตูมีหลายบาน แต่ละบานเปิดสู่ "สถานที่" ที่ต่างกัน แต่จะมี "ประตูบานหนึ่งนำไปสู่ต้นกำเนิด (แกนกลางของแมทริกซ์)" ประตูบานนี้อาจเทียบได้กับประตูที่นำไปสู่แก่นแท้ของความจริง นั่นคือพระไตรลักษณ์ และจะนำไปสู่
อิสรภาพได้ในที่สุด
มอร์เฟียสพูดถึงเหตุผลแห่งการมีอยู่
มอร์เฟียสพูดก่อนที่จะ "ทำสงคราม" ขั้นเด็ดขาดว่า "เราทุกคนสู้ศึกนี้มาชั่วชีวิต เราไม่ได้มาที่นี่โดยบังเอิญ ผมไม่เชื่อเรื่องบังเอิญ ผมเชื่อว่าชะตาชีวิตลิขิตให้เรามาที่นี่" สงครามที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรากำลังเผชิญอยู่ คือสงครามในจิตใจ ที่เรากำลังต่อสู้กับ "ตัวตน" ของเรา แน่นอน เราไม่ได้ "อยู่ที่นี่" โดยบังเอิญ แต่เป็นเพราะอำนาจกรรม ซึ่งจะเรียกว่า "ชะตากรรม" ก็ได้ ชักนำให้เรามาอยู่ที่นี่ แต่ถึงกระนั้น "ชะตากรรม" ในอนาคตก็อยู่ในมือของเรา เราสามารถกำหนดได้
สถาปนิกเปรียบได้กับอีโก้
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) คือสถาปนิก ซึ่งในเรื่อง เขาเป็นผู้ที่มีความถือตัว เห็นแก่ตัว และชื่นชอบความสมบูรณ์แบบ ยอมรับความล้มเหลวไม่ได้ รวมทั้งที่เป็นของตัวเขาเอง ซึ่งเขาไม่เห็นว่านั่นเป็นความล้มเหลว จึงไม่ยอมรับ แต่กลับโทษว่าเป็นเพราะความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์ (ผู้อื่น)
เขาพูดว่าความหวังคือสิ่งลวง แต่ตัวเขาเองก็มีความหวัง เขาหวังว่านีโอจะลบล้างและเริ่มต้นระบบที่บกพร่องใหม่อีกครั้งตามที่เขาต้องการ ในเรื่องความสมบูรณ์แบบ เขาไม่น่าเป็นคนสมบูรณ์แบบ เพราะยังทำให้จิตใจของเขาสมบูรณ์แบบไม่ได้ เขาเปรียบเหมือนพระเจ้าจอมปลอม ซึ่งเป็นเพียง "มนุษย์" เท่านั้น
สถาปนิกเปรียบเหมือนตัณหา
สถาปนิกอ้างตนว่าเป็นผู้ออกแบบแมทริกซ์ ในทางพระพุทธศาสนา สถาปนิกหรือ "นายช่างผู้สร้างเรือน" คือตัณหา มีข้อน่าสังเกตคือ ในเรื่อง "Little Buddha" คีนูรีฟซึ่งแสดงเป็นพระพุทธเจ้า (และในเรื่องเดอะแมทริกซ์แสดงเป็นนีโอ) ได้พูดกับตัณหาและเรียกตัณหาว่า "นายช่างผู้สร้างเรือน" การที่นีโอพบกับสถาปนิกช่วยให้เขาตระหนักถึงธรรมชาติที่แท้จริงของเขา
สถาปนิกเปรียบได้กับตัณหา เพราะเป็นผู้ผลักดันให้เราสร้างแมทริกซ์ - สร้างความยึดติดในสังสารวัฏฏ์ หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ตรัสว่า
"เรือนคืออัตภาพที่เกิดในภพนั้นๆ บ่อยๆ เป็นของไม่เที่ยง เราแสวงหา นายช่างคือตัณหาผู้สร้างเรือน เมื่อไม่พบ ได้ท่องเที่ยวไปสู่สังสารวัฏฏ์สิ้นชาติมิใช่น้อย การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ร่ำไป ดูกรนายช่างผู้สร้างเรือน บัดนี้ เราพบท่านแล้ว ท่านจักไม่ต้องสร้างเรือนให้เราอีก โครงเรือนคือกิเลสของท่าน เราหักเสียหมดแล้ว และยอดเรือนคืออวิชชาแห่งเรือนท่านเราทำลายแล้ว จิตของเราไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว จักดับอยู่ในภพนี้เอง" สถาปนิกพูดถึงนีโอ
นีโอ "ทำไมผมมาอยู่ที่นี่?" สถาปนิก "ชีวิตของคุณคือผลรวมของส่วนเกินของสมการที่ไม่สมดุลในโปรแกรมแมทริกซ์ แล้วกลายมาเป็นสิ่งผิดปรกติในที่สุด ซึ่งแม้ผมจะพยายามเต็มที่แล้ว แต่ก็กำจัดให้หมดไปไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่เหนือการคาดคิด และจึงไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ด้วยเหตุนี้คุณจึงต้องมาอยู่ที่นี่ไง" เราเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเราต้องมาอยู่ที่นี่ ภาวะของความไม่รู้นี้คือความหลงหรืออวิชชา ตัวอวิชชานี้เองทำให้เราต้องเกิดใหม่ เราคือสมการที่ไม่สมดุล เนื่องจากเรามีความหลง ความหลงทำให้เราเป็นสิ่งผิดปรกติของโลกนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะควบคุมไม่ได้ และถ้าขณะใดเราไม่ควบคุมตัวเราเอง ตัณหาหรือสถาปนิกก็จะมาควบคุม
สถาปนิกพูดถึงพลังของสิ่งเล็กน้อย
สถาปนิก "… เห็นได้ชัดว่ามันเป็นความบกพร่องขั้นพื้นฐาน จึงก่อให้เกิดความผิดปรกติต่อระบบ ซึ่งถ้าปล่อยปละละเลย ก็จะเป็นภัยคุกคามระบบได้ ดังนั้น ความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจสะสมและทวีความรุนแรงจนเป็นภัยพิบัติได้ โลกเราก็เช่นกัน เราทุกคนต่างมีกรรมร่วมและเชื่อมโยงกันในลักษณะที่แยกแยะลำบาก การกระทำของคนคนหนึ่ง อาจนำมาซึ่งหายนะของโลก หรือช่วยเหลือโลกก็ได้
สถาปนิกพูดถึงความรับผิดชอบของนีโอ
สถาปนิกพูดกับนีโอว่า "… ปัญหาก็คือ คุณพร้อมรับผิดชอบต่อการตายของทุกชีวิตในโลกนี้หรือไม่" ในแง่นี้ นีโอเปรียบได้กับพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ซึ่งพยายามช่วยชีวิตสรรพสัตว์อย่างเต็มความสามารถ
สถาปนิกพูดถึงทางเลือก "สุดท้าย"
สถาปนิก "มีประตูสองประตู ประตูขวานำไปสู่ต้นกำเนิด และช่วยชาวไซออนได้ ประตูซ้ายพาคุณกลับไปสู่แมทริกซ์ ไปหาเธอ แต่เผ่าพันธุ์ของคุณก็สิ้นสุดด้วย เราเองก็ต้องเลือกตลอดเวลา ทางเลือกมีสองทางเป็นอย่างน้อย อยู่หรือไม่อยู่ ทำหรือไม่ทำ เราเลือกได้ว่าจะติดอยู่ในสังสาร หรือหลุดพ้นออกไป สถาปนิกพูดถึงปฏิกิริยาลูกโซ่
สถาปนิก "แต่เราก็รู้แล้วว่าคุณกำลังจะทำอะไรไม่ใช่หรือ? ผมสามารถเห็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่บ่งบอกว่าอารมณ์กำลังชนะเหตุผล เพราะอารมณ์กำลังปิดตาคุณไม่ให้เห็นความจริง ทั้งที่ความจริงนั้นออกจะเรียบง่ายและชัดเจน เธอกำลังจะตาย และคุณก็ไม่มีทางหยุดยั้งได้ (*นีโอเดินไปเปิดประตูซ้าย ซึ่งตรงข้ามกับที่สถาปนิกคาดคิด*) นีโอทำให้สถาปนิกคาดการณ์ผิดพลาด โดยการทำสิ่งที่ตรงข้ามกับที่สถาปนิกต้องการให้ทำ เราเองแม้จะติดอยู่ในวงจรปฏิกิริยาลูกโซ่ของเหตุและผล แต่เราก็ทำลายวงจรนี้ได้ เราสามารถตัดวงจรการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยการรู้แจ้งสัจธรรม การที่นีโอเลือกประตูที่ช่วยชีวิตไตรนิตี เป็นการทำลายโปรแกรมที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (การเกิดและการตาย) ได้เด็ดขาด *หากเขาเลือกอีกประตูเพื่อช่วยชีวิตชาวไซออนตามที่ "ได้โปรแกรม" ไว้ ก็เท่ากับทำซ้ำรูปแบบเดิมที่คนก่อนเคยทำแล้ว (และนำไปสู่การเกิดใหม่ต่อไป) การทำลายลูกโซ่ของนีโอ เท่ากับไปเปลี่ยนแปลงระบบ และเป็นการช่วยมวลมนุษย์อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดเสรีภาพที่แท้จริง นีโอตระหนักว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้แมทริกซ์บูท (เกิด) ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง การเกิดใหม่โดยไม่มีอะไรก้าวหน้า หรือไม่มีอิสรภาพมากขึ้น เป็นสิ่งไร้ค่า เพราะไม่ช่วยให้เราเข้าใกล้ความสุขที่แท้จริง
สถาปนิกพูดถึงความหวัง
สถาปนิก "ความหวังคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์หลงผิดได้มากที่สุด มันทั้งทำให้คุณเข้มแข็งที่สุด และอ่อนแอที่สุดในเวลาเดียวกัน" ข้อนี้บอกเราว่า ความหวังจะเป็นความศรัทธาที่มืดบอดได้ หากไม่มีปัญญากำกับ
บทสนทนาทั้งหมดระหว่างนีโอกับสถาปนิก ดูได้ที่http://www.theantitrust.net/articles/viewarticle.php?articleid=108 ทำไมเลือกความจริง ไม่เลือกสิ่งลวง
เมื่อดูหนังเรื่องนี้ เราอาจถามตัวเองว่า "ทำไมเราควรเลือกที่จะใช้ชีวิตในโลกแห่ง "ความจริง" ที่ดูออกจะแห้งแล้ง ไร้สีสัน ทั้งที่มีโลกมายาที่น่าอภิรมย์กว่า คำตอบคือ ก็เพราะโลกมายาไม่มีอยู่จริง ความสุขในโลกมายาจึงไม่จริงด้วย ความสุขที่แท้จริงมาจากการควบคุมชีวิตได้ทั้งหมด และสามารถเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ถูกต้องชัดเจน (ปัญญา)
ชีวิตหรือความสุขในแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) ต้องขึ้นกับความเมตตาสงสารของแมทริกซ์ ซึ่งก็เหมือนกับที่เราต้องอิงอาศัยวัตถุ จึงจะมีความสุขได้ แต่นั่นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ความสุขที่แท้ต้องมาจากการมีจิตใจอิสระ ไม่ต้องอิงอาศัยหรือพึ่งพิงสิ่งใด
เราเองก็ติดอยู่ในแมทริกซ์
เป็นไปได้ไหมว่า เราทุกคนล้วนเลือกที่จะเชื่อมต่อหรือติดอยู่ในแมทริกซ์เอง ไม่มีการบังคับใด ๆ มีอะไรปิดตาหรือลวงเราอยู่หรือเปล่า ทำไมเราไม่หลุดพ้นเสียที?
ทำไมต้องโหลดใหม่
หลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งที่สอง ผมก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า ทำไมภาคนี้จึงตั้งชื่อว่า เดอะแมทริกซ์ "รีโหลดเดด" - ก็เพราะระบบแมทริกซ์ได้รับการโหลดใหม่ (หรือเกิดใหม่) ทั้งระบบอีกครั้งนั่นเอง เราทุกคนก็ต้อง "โหลด" ประสบการณ์ใหม่หลายครั้ง จนกว่าจะแน่ใจ รู้แนวทางที่ถูกต้อง และหลุดพ้นได้โดยสิ้นเชิงในที่สุด
May 21 เดอะแมทริกซ์ รีโหลด (The Matrix Reloaded)The Matrix Reloaded พี่น้องตระกูลวาโชว์สกี ซึ่งเป็นผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวว่า "มีอะไรหลายอย่างที่โดดเด่น และน่า สนใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและคณิตศาสตร์ ซึ่งติดตราตรึงใจเรามานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกฎควอนตัมฟิสิกส์ และในแง่ที่ศาสตร์ทั้งสองมาบรรจบพบกัน" บทความนี้พยายามที่จะสะท้อนให้เห็นว่าแต่ละฉากในภาพยนตร์มีความพยามยามดำเนินเรื่องให้สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนาอย่างไร ก่อนอื่นใคร่ขอบอกว่า นี่เป็นเพียงการเชื่อมโยงอย่างคร่าว ๆ เท่านั้น และไม่ได้มุ่งเน้นความถูกต้องตามหลักปริยัติอย่างเคร่งครัด แมทริกซ์คือสังสารวัฏฏ์
แมทริกซ์เทียบได้กับอะไร แมทริกซ์เปรียบเสมือนสังสารวัฏฏ์ (คือ เราอาศัยอยู่ในโลก แต่เรารับรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างไม่ถูกต้อง ด้วยจิตใจที่หลงผิดของเราเอง) การถูกแมทริกซปิดบังให้มืดบอดไม่ใช่สิ่ง ที่เป็นไปไม่ได้ เหมือนกับสมัยนี้ ถ้าเราไม่ได้รับการศึกษา เราก็คงจะเข้าใจว่าโลกแบน(เพราะตามันเห็นว่าแบนจริง ๆ ) หรือไม่ก็เข้าใจว่าพระอาทิตย์สว่างตอนเช้าแล้วดับตอนกลางคืน เพราะเชื่อสายตาของตนเอง โลกนี้ช่างเต็มไปด้วยสิ่งลวงตาลวงใจมากเหลือเกิน!
ฝันร้ายของนีโอ
แม้ว่านีโอจะหวาดผวากับฝันร้ายซ้ำซากว่า ไตรนิตีถูกยิง ตอนที่เธอจะ "ตาย" แต่เขาก็เชื่อว่า "มันจะไม่สิ้นสุด จนกว่ามันจะสิ้นสุด" เขาเชื่อเช่นนี้ เพราะเขายังไม่ได้เห็นเธอตายจริง ๆ ข้อนี้ช่วยให้เราระลึกได้ว่า แม้สิ่งต่าง ๆ มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นตามกฎแห่งกรรม แต่ก็อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ ตราบใดที่เรามี"ความเพียร"ในการกอบกู้สถานการณ์ให้เปลี่ยนแปลงไป และตอนหนังใกล้จบ นีโอก็สามารถทำให้ไตรนิตี ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้หลังจากที่เขาสามารถเข้าถึงภาวะใกล้ตายของเธอได้สำเร็จ
นีโอ ผู้มีเมตตาแต่ขาดปัญญา
แม้นีโอจะมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่าเขาเป็นหนึ่งเดียวที่สามารถช่วยทุกคนให้รอดพ้นจากแมทริกซ์ได้ แต่นีโอก็บอกกับไตรนิตีว่า "ผมเพียงอยากรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง" นีโอจึงเปรียบได้กับผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความกรุณา แต่ขาดปัญญา ไม่รู้ว่าจะนำพาสรรพสัตว์หลุดพ้นจากสังสารวัฏฏ์ (การเวียนว่ายตายเกิด) ได้อย่างไร ตรงนึ้เท่ากับช่วยย้ำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาปัญญาควบคู่ไปกับ ความกรุณา อุปมาเหมือนกับนกที่จะต้องมีสองปีก จึงสามารถบินได้
ศรัทธาที่มืดบอดของมอร์เฟียส
หลายคนสงสัยว่า ทำไมมอร์เฟียสจึงเชื่อมั่นในคำทำนายของโอราเคิลยิ่งนัก เขาเชื่อตั้งแต่ในภาคแรก และยืนยันความเชื่อที่ปราศจากเหตุผลรองรับ มาจนถึงภาค reloaded ด้วยความเชื่ออันงมงายของมอร์เฟียส ลูกเรือทุกคนต่างเต็มใจปฏิบัติตามคำบัญชาของเขาด้วยความเชื่อมั่นและไว้ใจในตัวเขา เขาคือผู้ที่ทำให้ประชาชนชาวไซออน (Zion) มีความหวัง แต่แล้วในตอนจบของหนัง มันได้กลับกลายเป็นความสิ้นหวังไป (แต่เราก็หวังว่านีโอจะสามารถช่วยชีวิตชาวไซออนได้ในภาคที่สาม)
ความเชื่อมั่นในคำทำนายของ"โอราเคิล" เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นในความยึดมั่นถือมั่นของมอร์เฟียส ทำให้ได้เห็นความต้องการลึกๆ และ ความเชื่อมั่นของเขา อย่างไรก็ตามในที่สุด ความ(ไม่)จริงก็ได้ปรากฏตามที่มันเป็น (ไม่ได้เป็นไปตามความเชื่อของใครๆ) ตรงนี้ถ้าพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าคนเราทั่วๆไปก็เหมือนกัน คืดจะเชื่อในสิ่งที่เราต้องการเชื่ออยู่แล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้จริง เราจำเป็นต้องการให้โอราเคิลมาบอกเราให้เชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ หรือต้องการเชื่ออยู่แล้วหรือ! ไม่จำเป็นเลย ใช่ไหม ฉะนั้นอย่าตกเป็นเหยื่อของการหลอกตัวเอง เพราะขาดปัญญา เอเยนต์สมิธ คือ"มาร"
เอเยนต์สมิธ ซึ่งไล่ล่านีโออย่างไม่ลดละ อาจเปรียบได้กับมารในตัวนีโอเอง ที่พยายาม "ฆ่า" เขา ด้วยการขัดขวางไม่ให้เขาบรรลุเป้าหมาย (คือการรู้แจ้งสัจธรรม) ในภาคแรก นีโอไม่ได้ทำลายล้างเอเยนต์สมิธให้สิ้นซาก เขาจึงกลับมาได้ในภาคสอง ตรงนี้บอกให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการกำจัดกิเลสมาร (ความโลภ ความโกรธ ความหลง) ในตัวเราให้หมดสิ้นไป การที่สมิธสามารถ "เนรมิตกาย" ขึ้นมาตั้งมากมาย อาจเทียบได้กับการที่เรายอมให้กิเลสมารเกิดขึ้นในใจของเราอย่างง่ายดายและรวดเร็ว เพราะไม่ได้ฝึกจิตใจให้เข้มแข็งพอ และมักทำอะไรตามความเคยชิน ไม่ทำด้วยความมีสติ เหตุการณ์ที่ซ้ำรอยเดิม ตอนที่นีโอหนีสมิธอีกครั้ง สมิธพูดว่า "มันกำลังเกิดขึ้นอีกแล้ว เหมือนครั้งก่อนเลย" แต่ "กายเนรมิต" ของเขากลับพูดว่า "ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว" ตรงนี้บอกเราว่า การเวียนว่ายตายเกิด ทำให้เราต้องประสบเรื่องทำนองเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงกระนั้น เรื่องแต่ละเรื่องก็ไม่เหมือนกันเสียทั้งหมด และมีหลายครั้งที่เราสามารถพัฒนาเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์ได้
ความเป็นซุปเปอร์แมนของนีโอ
การที่นีโอเหาะได้เหมือนซุปเปอร์แมน สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของจิตใจที่มีอำนาจเหนือวัตถุ (ฤทธิ์) สามารถทำสิ่งที่เหลือเชื่อ (และดูเหมือนท้าทายกฎทางฟิสิกส์) ได้ อย่างไรก็ตาม ความสามารถนี้อย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เขารอดพ้นจากแมทริกซ์ได้โดยเด็ดขาด เพราะอำนาจจิตไม่ได้นำมาซึ่งการรู้แจ้ง แต่เป็นเพียงผลพลอยได้ในกระบวนการฝึกจิตเท่านั้น
April 08 21 Grams เราเสียไปขณะที่ตาย แต่เท่าไหร่ทีได้กลับมา?
แต่ผู้ที่ได้ชีวิตนี้มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เขาจะทำอย่างไรกับเวลาที่เขามีอยู่ ก่อนที่ 21 กรัมในชีวิตของเขาจะจากเขาไป......การไปสร้างสัมพันธ์กับ คริสติน่าเป็นเสมือนการคืนอะไรบางสิ่งที่เธอสูญหายไป พอลไม่สามารถเข้าไปแทนที่สามีของเธอที่เสียชีวิตไปได้แน่นอน แต่สิ่งที่เขาพอจะทำได้ก็คือพยุงให้เธอมีชีวิตอย่างน้อยต่อไปได้สักเล็กน้อย คอยดูแลเธอเอาไว้ (และรักเธอด้วย) และตอบสนองความต้องการของเธอ "ฉันจะต้องฆ๋ามัน" ประโยคนี้หลุดออกมาจากปากของคริสติน่า ผมเชื่อเหลือเกินว่าในสถานการณ์นั้นๆ ผมก็สามารถฆ่าจอห์นได้อย่างไม่คิดมากเลย ชีวิตทั้งชีวิตของเธอต้องสลายไปเพราะความไม่รับผิดชอบของคนๆหนึ่ง
พอล เสมือนเป็นสะพานเชื่อมของจุดแตกหักระหว่างสองตัวละคร เขาคิดวิธีที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความสุข แน่นอนเขาไม่อยากให้ คริสติน่าฆ่าแจ๊ค และไม่อยากให้แจ๊คตาย
(ผมคิดว่า พอลรู้เรื่องจอห์นดีพอ... แจ๊คมีลูกมีครอบครัว และได้กลับตัวแล้ว...) ฉากเผชิญหน้ากันของสามตัวละครนั้น เรียกได้ว่าเป็นจุดไคลแมกซ์ที่สุดของเรื่อง
(ที่มีการถ่ายทำออกมาได้อย่างกระชากอารมณ์อย่างแรง ด้วยเสียง องค์ประกอบภาพ และการใช้เกรนแตกๆของฟิล์ม ไม่รู้มีใครสังเกตไหม) พอลหยุดทุกอย่างด้วยการยิงตัวเองทิ้ง เค้าไม่ต้องการให้คนหนึ่งต้องกลายเป็นฆาตกร และอีกคนหนึ่งกลายเป็นเหยื่อ
แล้วพอลก็จากไป พร้อมกับน้ำหนัก 21 กรัม...
แต่สิ่งที่เค้าทิ้งไว้นั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน ความหวังกับชีวิตใหม่... ความหวังกับการกลับไปหาครอบครัว... และ การให้อภัย
March 19 คุณเชื่อในพรหมลิขิตไหมล่ะครับ....ชอบไปทะเลไหมล่ะครับ..??
เวลาที่เราเดินละเลียด ไปบนริมชายหาด.. อยู่คนเดียว ท่ามกลางบรรยากาศ อันเงียบเหงา.. และเมื่อเรามองกลับไป บนรอยเท้าที่ก้าวผ่าน ผิวทราย กับ ฟองคลื่น รอยเท้าของเราในที่ไกล จะค่อยฯเลือนรางจางหายไป พร้อมฯกับฟองคลื่น.. บางครั้งผมเองก็อยากให้ความทรงจำ(บางอย่าง)ของตนเองเป็นเช่นนั้น หากแต่ในความเป็นจริง เราไม่ใช่ฟองคลื่นนั้น เพราะรอยเท้ารอยนั้น อาจเลือนราง แต่ในความทรงจำของเรา รอยเท้ารอยนั้น ไม่เคยหายไปจากความทรงจำ.. ทั้งสองยังคงกอดเกี่ยวกันไว้ และเมื่อสายลมแห่งโชคชะตา พัดผ่าน เขาและเธอ จึงได้กลับมาพบกัน "คุณเชื่อในพรหมลิขิตไหมล่ะครับ.."
ความทรงจำของโจเอล บทสนทนาของเซลีน และ การฆาตกรรมแสนหวานโดยภาพยนตร์
เช้าวันวาเลนไทน์ โจเอล ตื่นขึ้นมาอย่างเหงาหงอย ท้องฟ้า เสื้อผ้า และ ห้องของเขาล้วนฉาบด้วยสีน้ำเงินแห่งความเศร้า
บางทีวันวาเลนไทน์อาจถูกคิดค้นขึ้นโดยบริษัทผลิตการ์ดอวยพร เพื่อทำให้คนรู้สึกแย่ เขาคิดอย่างเรื่อยเปื่อยขณะรอรถไฟและตัดสินใจฉับพลันที่จะโดงาน แล้วนั่งรถไฟไปมอนทอค ไปทะเลฤดูหนาว และพบสาวเสื้อส้มผมสีน้ำเงินคนหนึ่ง เธอชื่อคลีเมนไทน์ ผู้ห้าวหาญ หุนหันพลันแล่น เธอเป็นฝ่ายเริ่มต้นจีบโจเอล ที่ดูขี้อาย และเปล่าเปลี่ยว บนรถไฟขากลับ โจเอลพยายามรักษามารยาทจนดูขัดเขินน่าเบื่อ ในขณะที่คลีเมนไทน์รุกเร้าจนน่ากลัว แต่ในที่สุดโจเอลก็ไปส่งคลีเมนไทน์ที่บ้าน ก่อนจะลงเอยด้วยการให้เบอร์โทรศัพท์ ตามด้วยการไป ฮันนีมูนบนแม่น้ำที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง ทั้งคู่นอนดูดาว และโจเอล คิด –ให้ตายตรงนี้ก็ยอม – รุ่งเช้า ทั้งคู่ขับรถกลับ โจเอลลอบมองใบหน้าคลีเมนไทน์ในแดดเช้า ขณะเธอหลับ เธอขอไปบ้านเขา แล้วลุกลงไปเอาแปรงสีฟัน พร้อมๆกับมีชายคนหนึ่งมาเคาะกระจกด้วยทาทางประหลาดใจ กึ่งตกใจ จากนั้น เครดิตเปิดเรื่องจึงเริ่มต้นขึ้น แต่เนื้อหาแทบทั้งหมดของ eternal sunshine at a spottless mind ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตกหลุมรักดังเช่นในฉากแรกเปิดเรื่อง หากแต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลัง-ไฟรัก-มอดลงต่างหาก เมื่ออยู่มาวันหนึ่ง คลีเมนไทน์ ตัดสินใจจะใช้บริการลึกลับ ลบวามทรงจำของโจเอล ออกไปจากหัวสมองจนหมดสิ้น โจเอล สับสน สงสัย เจ็บปวด – เธอลงโทษผม โทษฐานที่บังอาจจริงใจ – เขาเสียดสีตัวเอง และตัดสินใจว่าถ้าเธอลบเขาได้ เขาก็ลบเธอได้เช่นกัน การลบความทรงจำทำได้โดยสร้างแผนที่ของความทรงจำบนสมอง จากข้าวของที่มี-อดีต-ร่วมกัน แล้วทำลายเนื้อสมองในส่วนนั้นเสีย เพียงตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ความทรงจำที่ต้องการลบเลือนจะสาบสูญจนหมดสิ้น โลกใหม่ของโจเอลจะไม่มีผู้หญิงนาม คลีเมนไทน์อีก เธอจะเป็นเพียงสาวผมสีประหลาดในร้านหนังสือ เหมือนที่โจเอลเคยเป็นแค่ลูกค้าคนหนึ่งของเธอ และในความทรงจำที่กำลังถูกลบ
โจเอลค้นพบว่า ไม่ได้มีแต่ คลีเมนไทน์ ปากร้าย บ้าบิ่น เท่านั้นที่ถูกลบไป คลีเมนไทน์ แม่ส้มเช้ง ของเขาก็จะถูกลบไปด้วย ไม่ใช่แค่ การกินอาหารร่วมกันเงียบๆน่าอึดอัดในร้านอาหารจีน หรือบทสนทนา งี่เง่าที่ทำให้เขากับเธอต้องขาดจากกัน แต่รวมถึง ค่ำคืนใต้ผ้าห่มอุ่นที่เขาปลอบโยนเธอซ้ำๆว่าเธอนงดงาม รวมถึงถ้อยคำที่เธอบอกเขาในร้านหนังสือ รวมถึงค่ำคืนบนแม่น้ำที่เป็นน้ำแข็งที่เขาและเธอดูดาวด้วยกัน คืนที่เขารำพัน ให้ตายตรงนี้ก็ยอม หากค่ำคืนแบบนั้นจะต้องหายไป ประโยชน์อะไรที่จะมีชีวิตสืบต่อ และในขณะเดียวกัน คลีเมนไทน์ ที่ไม่มีโจเอล กำลังมีความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับแพทริค xxxหนุ่มหน้าอ่อน หากแต่เธอไม่รู้ว่าทำไม เธอจึงรู้สึก แก่ น่าเกลียด หมองเศร้า เจ็บปวด จนต้องชักชวนแพทริคไปแม่น้ำในตอนดึก แม่น้ำที่เธอควรจะลืมไปพร้อมกับโจเอล แพทริคขโมยทุกความทรงจำของโจเอลมาสร้างความประทับใจให้ คลีเมนไทน์ แต่นั่นกลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นเล่า ทั้งๆที่ที่แท้เธอได้ลืมไปหมดสิ้นแล้ว ใช่ที่มันอาจเป็นแค่ผลข้างเคียงของกระบวนการลบความทรงจำ หรือว่าที่แท้แล้วันเป็นเพราะว่า ในทุกสิ่งที่เราหลงใหล ในทุกผู้คนที่เราตกหลุมรัก ล้วนสะท้อนภาพของตัวเราเองทั้งสิ้น จริงๆแล้ว เราเองก็เป็นเช่นสิ่งที่เรารัก! เราจึงไม่อาจแทนที่ใครด้วยใครได้ เราจึงเจ็บปวดเมื่อความสัมพันธ์แตกสลาย เพราะส่วนหนึ่งของตัวเราที่แท้แล้วก็แตกสลายลงไปด้วย และความรักของแมรี่ เลขาของดร. เมียร์สเวียค หมอเจ้าของกิจการลบความทรงจำ ดูจะเป็นเครื่องยืนยันที่ดีที่สุด แม้คลีเมนไทน์ จะลบโจเอล ไป แต่เธอไม่อาจลบตัวเธอออกไปได้ มีส่วนหนึ่งของเธออยู่ในโจเอล และมีส่วนขอโจเอล อยู่ในตัวเธอเสมอ ดังนั้นโจเอลจึงพาคลีเมนไทน์ในความรงจำของเขา หลบหนี -ไม่มีที่ไหนในความทรงจำที่ไม่มีคุณ โจเอลกล่าวในตอนแรก – ไม่ว่าจะไปที่ไหนโจเอลจึงถูกค้นพบเสมอ จนกระทั่งเขาค้นลึกเข้าไปในความทรงจำก่อนการมาถึงของคลีเมนไทน ความทรงจำซึ่งประกอบขึ้นเป็นตัวเขา ความทรงจำ ซึ่งเขาไม่เคยบอกคลีเมนไทน์ในชีวิตจริงเลย ความทรงจำที่ที่แท้แล้วเขาอาจอยากลบลืม และเป็นอดีตที่โจเอลเผชิญหน้านี้เอง ที่ทำให้เขารู้ว่า เขารักคลีเมนทน์มากเพียงไหน ที่สำคัญมันทำให้เขารู้ว่าเขารักความทรงจำตัวเองมากเพียงไหน ไม่ว่าสุข ว่าทุกข์มันก็ไม่อาจถูกลบลืม March 05 La Belle – ความรักสีขาวอันว่างเปล่าLa Belle เล่าถึงสังคมเกาหลีในยุคโลกาภิวัตน์ หนังตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ของเหล่าผู้คนในยุคนี้ว่า พวกเขาพร้อมรับกับการก้าวไปอันรวดเร็วของสังคม หรือไม่ ถ้าใช่ ทำไมความสัมพันธ์ของพวกเขาและเธอช่างเลื่อนลอยและบกพร่องเว้าแหว่งได้ถึงเพียงนั้น แล้วที่สำคัญมนุษย์พร้อมหรือยังกับ 'ยุคโลกาภิวัตน์ทางเพศ' ‘เป็นอะไรกัน’ แต่แล้ว.....เมื่อทั้งสองอยู่ด้วยกัน เมื่อฝ่ายหญิงรู้ว่าชายที่รักตายแล้ว ดวงตาของเธอมีแต่เพียงความว่างเปล่า เขาไม่สามารถแทนที่ชายคนนั้นได้ เขาฆ่าคนไปเพียงเพื่อที่จะรับรู้ว่า
" เธอไม่เคยรักเขาเลย "
ท้ายสุด ณ ริมชายหาด เขาแนบฟังเสียงหัวใจของเธอ มันไม่มีเสียงตอบรับใดๆ สิ่งที่เขาได้ยินมีเพียงเสียงคลื่นทะเล ....... และเสียงหัวใจของเขาที่ร้าวราน ---------------------------------------------------------------------------------- โดย merveillesxx January 28 amelie : เรื่องรักของนักฝันamelie : เรื่องรักของนักฝัน
แทนที่หนังจะให้คนดูทำความรู้จักตัวละครผ่านทางการใช้ชีวิตของเขา ให้คนดูรู้จักบ้าน ครอบครัว คนรักของเขา หนังกลับให้เรารู้จักตัวละครผ่านทางสิ่งที่เขาชอบ ไม่ชอบ นิสัยประจำตัวเล้กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันของพวกเขา ความละเอียดอ่อนอเล็กๆน้อยๆของชีวิตที่แม้แต่เจ้าของชีวิตเองก็อาจมองข้ามไป เนื่องเพราะนั่นเป็นวิธีอเมลีหญิงสาวนักฝันทำความรู้จักผู้อื่น เราอาจทำความรู้จักคนจากชื่อ จากงานที่เขาทำ เราจึงมักรู้ได้ว่าคนคนนี้เป็นใคร มากกว่าคนคนนี้เป็นอย่างไร หากลองมองย้อนกลับไปยังคนที่เรารู้จักด้วยมุมมองของอเมลี บางทีเราอาจเข้าใจผู้คนเหล่านั้นได้มากขึ้น เฉกเช่นเดียวกับวิธีการบรรยายบรรยากาศรอบๆ ซึ่งไม่ได้มุ่งบอกว่าฝนตกหรือแดดออก หรือเมืองนี้อยู่ที่ไหนในโลก ร้านกาแฟนั้นตั้งอยู่ที่ไหน หากแต่บอกว่า ณ.วินาทีนั้น มีอะไรเกิดขึ้น แก้วสองใบเริงระบำ มีคนไปงานศพ มีคู่รักถึงจุดสุยอด มีคนรู้แจ้งเรื่องเซลล์ประสาทในสมองเขา การได้รับรู้ความเชื่อมโยงของเราเข้ากับสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ ช่วยให้เราตระหนักถึงความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นๆและกับโลก และนี่กระมังความวิเศษของนักฝัน
และโดยแท้จริงแล้วตัวละครทุกตัวในหนังล้วนแต่เป็นนักฝัน ที่ขังตัวเองเอาไว้ในโลกฝันสีเขียวเหลืองเรืองรองของเมืองปารีส หนังย้อมสีฟิลม์ และใช้เอฟเฟคต์ต่างๆเมื่อเพิ่มเสริมความเป็นโลกฝันได้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะฉากที่อเมลีกลายเป็นน้ำ หรือรูปภาพในห้องพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของเธอ โลกของอเมลีที่มีแต่การทำดีด้วยแผนประหลาด โลกใอัลบั้มรูปถ่ายของนีโน โลกในรูปวาดเรอนัวร์ของ คุณ ดูฟาเยล โลกหลังการเลิกราของคุณนายเวลล์ โลกในบ้านของพ่อของอเมลี โลกที่เต็มไปด้วยเจ็บปว่ยของจอร์เจต ทุกตัวละครในเรื่องเลือกจะเพิกเฉยกับโลกจริงๆ และเอาแต่อาศัยอยู่ในนั้นเพราะเชื่อว่ามันปลอดภัย แม้จะยากลำบากแต่ก็ดีกว่าต้องอกไปผเชิญกับโลกจริงๆ อเมลีอาจช่วยให้ทุกคนหลุดออกมาจากโลกฝันเพื่อเดินหน้าต่อไป แต่เธอเองต้องการคนช่วยเหมือนกัน และเพราะนักฝันมักฝันเพื่อหลบหนีความจริงอันเศร้าสร้อย นักฝันจึงไม่ได้ต่างอะไรกับ เด็กหลงทาง ที่เคว้งคว้างอยู่บนโลกจริง ห่อหุ้มตัวเองด้วยความฝันที่ยิ่งฝันยิ่งเหงา
มีบางคนเคยพูดกับผมหลังหนังจบว่า ไม่มีใครในหนังเดินได้เองสักคน ทุกคนต้องการความช่วยเหลือที่ตะสร้างสมดุลของโลกจริงกับโลกฝัน ผมพาลคิดไปถึงตัวเองและเราทุกคน ใช่หรือไม่ว่าแม้แต่เราเองการสร้างสมดุลในโลกจริงกับฝันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีเพื่อน มีครอบครัว และมีความรัก มีแต่ความสัมพันธ์แบบนี้เท่านั้นที่จะโอบถนอมโลกฝันให้สุกปลั่งเหมือนสีในหนัง และให้กำลังใจเราต่อสู้กับโลกจริงเหมือนภาพขาวดำในทีวีของอเมลี
จริงๆแล้วโลกนี้ควรเต็มไปด้วยเรื่องเศร้า หากมองย้อนกลับไป มีสงคราม มีความอดอยาก มีโรคร้าย ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง
January 15 เรื่องรัก น้อยนิด หมาศาล เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาลแรงดึงดูดของความโดดเดี่ยว
หนังเล่าเรื่องของเคนจิ หนุ่มบรรณารักษ์ในศูนย์วัฒนธรรมญี่ปุ่นในไทย ที่กำลังตั้งข้อสงสัยเรื่องการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง เขาสงสัยเหมือนที่เราหลายคนเคยสงสัยว่ามันจะเป็นยังไง ถ้าเราได้-ตายไป- แต่กับเคนจิ มันไม่ใช่การครุ่นคิดถึงชีวตหลังความตาย เพราะเขาไม่ปรารถนาชีวิตไดๆอีกแล้ว หากเป็นการคิดถึงมันในลักษณะของการพักผ่อน เพื่อจะตื่นมาอย่างสดชื่นในชาติหน้า แม้เอาเข้าจริงยังไม่มีใครพิสูจน์อะไรได้มันก็เป็นการคิดถึงความตายที่น่าอภิรมย์ไม่น้อยเคนจิพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง หลายวิธีการ แต่มักจะมี-ภาวะภายนอก-มารบกวนเวลาตายของเขาอยู่ร่ำไปจนกระทั่งเขาพบกับเด็กสาวในชุดนักเรียนญี่ปุ่นระหว่างชั้นหนังสือพบกันเพียงชั่วเสี้ยวนาทีแต่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งไปตลอดกาลเด็กสาวยืนอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่อง -จิ้งจกเดียวดาย- อันเป็นเรื่องของจิ้งจกที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าถูกทิ้งไว้บนโลกเพียงลำพัง โกวเล้งเคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า " ความโดดเดี่ยวไม่ทำให้คนตายแต่มีคนมากมายที่ตายเพราะความโดดเดี่ยว " บางทีทั้งจิ้งจกและหนุ่มญี่ปุ่นเงียบขรึมนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เขาพบเด็กสาวอีกครั้งบนถนน ขณะเขากำลงจะตายแต่ที่เขาได้พบกลับเป็นการตายของเด็กสาวจากพรากจากผู้หนึ่งเพื่อพานพบผู้หนึ่งเรื่องรักมันเริ่มตรงนี้เองหนังใช้เพลง-แรงดึงดูด- เป็นend creditสิ่งที่มี-แรงดึงดูด-ซึ่งกันและกัน มักเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามเหมือนแม่เหล็กบวกและลบผู้ชายกับผู้หญิงหยินกับหยางบางทีหนังอาจพูดถึงเรื่องนี้พูดถึงแรงดึงดูด แต่เล่าผ่านภาพ-ความแตกต่าง ของสองขั้วเคนจิเป็นหนุ่มญี่ปุ่นในเมืองไทย น้อย(พี่สาวของนิด เด็กสาวที่ตายไปต่อหน้าต่อตาเคนจิ)เป็นสาวไทยจะไปญี่ปุ่นเคนจิอยู่ในบ้านที่มีระเบียบ อันเป็นลักษณะของบ้านที่มีสิ่งมีชีวิต(ซึ่งอยากตาย)จัดระเบียบมันน้อยอยู่ในบ้านรกเรื้อที่เหมือนเป็นบ้านที่สิ่งมีชีวิตผู้เป็นเจ้าของตายจากไปเนิ่นาน(ทั้งที่กำลังจะมีชีวิตใหม่)บ้านของเคนจิมีสีฟ้าซีดๆของใช้ทุกอย่างมีเส้นตรง สี่เหลี่ยมบ้านของน้อยมีสีสันหลากหลาย ม่านสีชมพูด ผนังสีน้ำตาล สระน้ำสีเขียว ทุกอย่างเหมือนหลุดมาจากยุคแสวงหาจึงมีลักษณะโค้งมนไร้รูปเคนจิชอบทำความสะอาดน้อยทำสกปรกไม่หยุดยั้งเคนจิพูดจาสุภาพท่าทีขัดเขินเก้งก้างน้อยพ่นคำหยาบเป็นไฟ และดูสบายๆอยู่ตลอดเวลา
เพราะโลก(หรือแม้แต่จักรวาล)ถูกสร้างขึ้นด้วยความต่างทั้งเรื่องของอุณหภูมิ สภาพภูมิศาสตร์ ความกดอากาศ การมีไม่มีก๊าซบางอย่างโลก(หรือจักรวาลนี้)จึงเต็มไปด้วยแรงดึงดูดระหว่างพระจันทร์กับโลก โลกกับดวงอาทิตย์(ระบบ สุริยจักรวาล)แต่แรงดีงดูดของเคนจิกับน้อยกลับเป็นเรื่องของความโดดเดี่ยวและความตายความตายของนิด ทำให้น้อย(ที่กลัวการอยู่คนเดียว)กับเคนจิ(ที่เปรียบตัวเองไม่ต่างจากจิ้งจกเดียวดาย)มาพบกัน หนังฉายภาพความแปลกแยกโดดเดี่ยวชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารติดๆขัดๆของเคนจิกับน้อยการแพ้-ปลาดิบ-(อันเป็นตัวแทนของญี่ปุ่น )ของเคนจิซึ่งหมายถึงความแปลกแยกกระทั่งกับชาติกำเนิดการอาศัยในบ้านร้างไร้ผู้คนของน้อยฉากหนึ่งเป็นตอนที่เคนจิเข้าไนห้องของนิดแล้วถูกน้อยไล่ออกจากบ้าน ที่เคนจิทำคือลงไปนอนอยู่ใต้ท้องรถเผื่อรถจะไหลมาทับเขาตาย
เป็นฉากที่ทั้งขำทั้งเศร้าเพราะกับเคนจิ ไม่มีที่ทางของเขาบนโลกนี้อีกแล้วนอกจากบ้านรกๆของน้อย(ตอนที่เคนจิมาส่งน้อยในเช้าวันแรกของทั้งคู่เทปสอนภาษาญี่ปุ่น พูดว่า -ถึงบ้านแล้ว-)บ้านของน้อยจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนจักรวาลของเคนจิ(และของน้อยด้วย)เมื่อน้อยไล่เขาออกจากบ้าน เขาจึงมีสภาพเป็นจิ้งจกโดดเดี่ยวโดยแท้โดดเดี่ยวจนไม่อยากมีชีวิตอยู่
......แต่จะเกิดจากอะไรก็เถอะในบางเวลาที่ผมอยู่คนเดียวแล้วเหงา ผมมักคิดถึงคำของน้อยตอนที่เคนจิถาม
- คุณเศร้ามั้ย - ใครบ้างล่ะที่ไม่เศร้า......... กับความเหงาในจักรวาลนี้ก็คเป็นคำตอบแบบเดียวกันขึ้นกับว่าแรงดึงดูดของเรากับจักรวาลนี้จะมีมากมายเท่าไหร่เท่านั้นเอง ------------------------------------------------------------------------ จากคุณเจ้าชายน้อย January 08 The Metrix Revolution
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บท review โดย : Hannibal |
|
|